THAI ELEC CLUB




Recent Posts

Pages: [1] 2 3 ... 6
2


ไทย จับมือ "อาลีบาบา กรุ๊ป"  ร่วมจัดตั้งศูนย์ดิจิทัลฮับ ใน EEC คาดเปิดดำเนินการปี 62 พร้อมร่วมพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซ หนุนใช้ วิทยาลัยธุรกิจอาลีบาบา เป็นสถาบันพัฒนาบุคลากร  และร่วมทำ Thailand Tourism Platform บนออนไลน์เชื่อมโยงข้อมูลทางการท่องเที่ยว หวังรายได้อีคอมเมิร์ซโตแตะ 1.86 แสนล้านบาทในปี 65 "สมคิด"มั่นใจ ดันเศรษฐกิจไทยปีนี้โตเกิน 4% หลังยกระดับเอสเอ็มอีไทยสู่ดิจิทัล ด้านโบรกเกอร์ มองกลุ่มนิคมฯ-โลจิสติกส์ ได้ประโยชน์

*** ไทย ผนึก "Alibaba Group" สร้างดิจิทัลฮับ
    นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า  หน่วยงานภาครัฐได้ลงนามร่วมกับ Alibaba Group ในความร่วมมือด้าน Smart Digital Hub and Digital Transformation Strategic Partnership   โดยอาลีบาบาได้ศึกษาข้อมูลและเปรียบเทียบในระดับภูมิภาคและตัดสินใจลงทุนสร้างดิจิทัลฮับ ในพื้นที่พัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) เนื่องจากเชื่อมั่นในนโยบายประเทศไทย 4.0 และเศรษฐกิจของไทยที่เติบโตดี ซึ่งคาดว่าจะสามารถวางศิลาฤกษ์ในการก่อสร้างดิจิทัลฮับได้ในปีนี้ และเปิดดำเนินการตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป
    สำหรับศูนย์ดิจิทัลฮับ ในพื้นที่ EEC คาดว่าจะช่วยส่งเสริมการค้ากับจีนและกลุ่ม CLMV ซึ่งประกอบด้วย กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม โดยศูนย์ดังกล่าวจะใช้เทคโนโลยีของอาลีบาบาในการประมวลข้อมูลโลจิสติกส์ ผ่าน ไช่เหนี่ยว ซึ่งเป็นธุรกิจด้านโลจิสติกส์ของอาลีบาบา เพื่อให้การขนส่งสินค้าระหว่างไทย-จีน การขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนสู่ประเทศเพื่อนบ้านและไปยังที่อื่นทั่วโลก และยังได้ประสานกับกรมศุลกากรในการดำเนินกิจกรรมวิจัยพัฒนาดิจิท ซึ่งสำนักงานอีอีซี จะเชื่อมโยงกับสมาร์ท ดิจิทัลฮับ กับเขตนวัตกรรมดิจิท (ดิจิทัลพาร์ค) และเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EECI)
 
***  "แจ็ค หม่า" หนุนเพิ่มทักษะดิจิทัลอีคอมเมิร์ซ
    ด้านนายแจ็ค หม่า ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้งกลุ่มอาลีบาบา กล่าวว่า จีนกำลังก้าวขึ้นสู่การเป็นตลาดผู้บริโภคที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ด้านการขยายตัวของกำลังซื้อของคนชั้นกลางมากกว่า 300 ล้านคนในปัจจุบัน ประกอบกับนโยบายเปิดการค้าเสรีของจีน ซึ่งนอกจากโครงการดิจิทัลฮับที่จะร่วมกันแล้ว ยังมีโครงการร่วมส่งเสริมพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลอีคอมเมิร์ซ สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย ซึ่งอาลีบาบาได้เสนอให้วิทยาลัยธุรกิจอาลีบาบา ( Alibaba Business School หรือ ABS) ซึ่งเป็นสถาบันพัฒนาบุคลากรของอาลีบาบา หางโจว ร่วมมือกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และกามส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ในการพัฒนาขีดความสามารถด้านดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซของเอสเอ็มอีไทยทุกกลุ่มทั่วประเทศ
    นอกจากนี้ยังร่วมถึงโครงการร่วมส่งเสริมพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลอีคอมเมิร์ซสำหรับผู้ประกอบการ SME และ Startup ของไทย เพื่อยกระดับขีดความสามารถให้กับผู้ประกอบการ Startup ระดับชุมชนทั่วประเทศ รวมถึงการที่อาลีบาบา เตรียมร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท) จัดทำ Thailand Tourism Platform บนออนไลน์เชื่อมโยงข้อมูลทางการท่องเที่ยวเมืองรองและการท่องเที่ยวชุมชน คาดว่ารายได้จากธุรกิจอีคอมเมิร์ซจะเติบโต 113,400 ล้านบาท ในปี 2561 เพิ่มเป็น 186,500 ล้านบาท ในปี 2565

*** มั่นใจจีดีพีไทยปีนี้โตเกิน 4%
      นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผย ว่าการเดินทางมาของนายแจ็ค หม่า  ในครั้งนี้เป็นจังหวะที่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวดี และถือว่าอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยมั่นใจปีนี้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือ จีดีพี จะเติบโตมากกว่า 4% และขณะนี้ไทยยังมีนโยบายยกระดับผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) ไทยไปสู่ดิจิทัลให้รวดเร็วที่สุด รวมทั้งการดำเนินนโยบายปฏิรูปภาคการเกษตร เพื่อไม่ให้เกษตรกรไทยย่ำอยู่กับที่ จึงต้องพัฒนาสินค้าไปสู่ตลาดโลก ซึ่งไทยมีนโยบายสมาร์ท ฟาร์เมอร์ 
     สำหรับประเทศไทยนั้น ยอมรับว่า ยังเป็นประเทศที่มีรายได้ต่ำ กลุ่มเกษตรกยังมีรายได้ไม่สูงนัก ดังนั้น สิ่งสำคัญ คือ จะทำอย่างไรให้ไทยก้าวหลุดพ้นจากประเทศที่มีรายได้ต่ำไปสู่รายได้สูงได้ สิ่งนั้นคือ การปฏิรูปประเทศในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านการเกษตร ที่จะต้องเร่งพัฒนา เพื่อไปสู่การค้าออนไลน์ หรือ อีคอมเมิร์ซ ซึ่งจะสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ในอนาคต 
     “สิ่งที่สำคัญตอนนี้ คือ  กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ จะต้องร่วมกับอาลีบาบา โดยการผลักดันคนชั้นล่าง หรือ กลุ่มผู้ประกอบการใหม่ๆ หรือ พวก Next Gernaration ซึ่งที่ผ่านมา เขาต้องการโอกาสในการสร้างชีวิต และเวลามาถึงแล้ว ที่จะทำให้เขาสร้างอนาคตตัวเอง และผมประทับใจแจ็ค หม่า ที่เชื่อว่า จะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยคนไทยและเพื่อนบ้านของไทยได้อย่างมาก และท่านมีหัวใจที่ใหญ่มาก ไม่ใช่แค่สมอง
 
***โบรกฯมองหุ้นนิคม-โลจิสติกส์ รับอานิสงส์
    บล.บัวหลวง ชี้หุ้นนิคมอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ ได้ประโยชน์จากการการลงทุนของกลุ่มอาลีบาบา ในพื้นที่ EEC เพื่อสนับสนุนการตลาด E-Commerce ให้ SME ไทย 
    เช่นเดียวกับ บล.เออีซี  มองว่า Jack Ma ประธานกลุ่มอาลีบาบาจะมาไทยเพื่อประกาศแผนลงทุนสร้างศูนย์ Smart Digital Hub ในพื้นที่EEC หนุนให้การขนส่งสินค้าระหว่างไทยจีนและ CLMV มีประสิทธิภาพมากขึ้นคาดหนุนแรงซื้อเก็งกำไรหุ้นนิคมที่มีพื้นที่ในเขต EEC เลือก AMATA (Consensus TP@27.0) และ WHA (Consensus TP@4.6)
    บล.โนมูระ พัฒนสิน คาดราคาหุ้นในกลุ่มนิคมฯปรับตัวขึ้นคาดหวังการลงทุนของ Alibaba และยอดขอบีโอไอ โดย  โดยราคาหุ้น AMATA และ WHA ปรับตัวขึ้นมาก่อนหน้า คาดมาจากความคาดหวังของตลาด ต่อการเข้ามาลงทุนในไทยของ Alibaba ประกอบกับยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอในไตรมาส 1/61 ที่มีแนวโน้มเติบโตสูง ที่อาจทำให้เกิดความต้องการพื้นที่คลังสินค้า และที่ดินนิคมฯ ในโซน EEC และพื้นที่ใกล้เคียง และเป็นประโยชน์ต่อกลุ่ม โดยเรามองผู้ที่มีโอกาสได้ประโยชน์หลัก
    ส่วนของการลงทุนของ Alibaba จะเป็นผู้ที่มีพื้นที่คลังสินค้าให้เช่าและมีความชำนาญ ได้แก่ WHA และ TICON ที่ทุกๆพื้นที่เช่าที่เพิ่มขึ้น 100,000 ตร.ม. จะเป็น upside ต่อ TP18F ของเราที่ราว 4% และ 3% ตามลำดับ เนื่องจาก Alibaba เป็น platform e-commerce ขนาดใหญ่ ที่ไม่ได้เน้นลงทุนในทรัพย์สินเอง (มองไม่ได้เข้ามาทำโรงงานผลิตสินค้า) แต่จะเน้นด้าน logistic ที่อาจต้องการพื้นที่คลังสินค้าของตนเองบางส่วน ทั้งนี้ในส่วนของยอดขอ BOI ใน 1Q18 หากการเพิ่มขึ้นมาจากส่วนของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นหลัก (BOI ยังไม่ได้ประกาศรายละเอียดการขอรับการส่งเสริม) ผู้ที่ได้ประโยชน์อาจจำกัด และอาจไม่ได้สะท้อนถึงแนวโน้มที่ BOI ในช่วงที่เหลือของปี 2018F จะสูงเหมือน 1Q18
3


 เราสามารถใช้ตัวตรวจจับอุณหภูมิต่อร่วมกับไมโครคอนโทรลเลอร์เพื่อวัดอุณหภูมิในช่วงที่ต้องการได้ ถ้าเราต้องการใช้อุปกรณ์วัดอุณหภูมิหลายตัวเพื่อวัดอุณหภูมิในหลายจุด เครื่องมือวัดที่ใช้ไมโครคอนโทรลเลอร์ควบคุมโดยส่วนใหญ่จะสามารถตรวจจับอุณหภูมิได้เพียงจุดเดียว ซึ่งบางครั้งเราอาจต้องการนำไปใช้กับวงจรป้องกันแหล่งจ่ายไฟของทางด้านไมโครคอนโทรลเลอร์ วงจรป้องกันความร้อนอย่างง่าย

 
    
 
    
                  ประกอบด้วยสวิตซ์วัดอุณหภูมิ 2 ตัว ซึ่งสร้างมาจาก IC1 และ IC2 ( ไอซีเบอร์ MAX6510 ) โดยเอาต์พุตที่ได้เป็นลอจิกสูง ( High ) การตั้งค่าอุณหภูมิของสวิตซ์อุณหภูมิที่ต้องการนั้นขึ้นอยู่กับความต้านทาน R1 และ R2 และ เอาต์พุตที่ได้จะถูกต่อไปยังออร์เกต ( IC3 ) ในวงจรหากต้องการใช้สวิตซ์อุณหภูมิมากกว่า 2 ตัวขึ้นไปเราสามารถต่อเพิ่มได้ เมื่อสวิตซ์อุณหภูมิตัวใดตัวหนึ่งหรือทั้งสองส่งลอจิกสูงมายังอินพุตของออร์เกต เอาต์พุตของออร์เกตก็จะส่งลอจิกสูง ไปยัง SCR ( Silicon controlled rectifier ) เป็นเหตุให้วงจรแหล่งจ่ายไฟกับฟิวส์ต่อเชื่อมเข้าด้วยกัน เราสามารถป้องกันไม่ให้ SCR ทำงานซ้ำอัน เนื่องจากการผิดพลาดของออร์เกตซึ่งเกิดจากแหล่งจ่ายไฟ เป็นเหตุให้มีสัญญาณลอจิกสูงมาจากเอาต์พุตของออร์เกต ทำให้ SCR ทำงานอีกครั้ง เราจึงต่อวงจรอาร์ซีฟิวเตอร์ ( RC filter ) โดยใช้ตัวต้านทาน R3 และตัวเก็บประจุ C3 ป้องกันการทำงานซ้ำของ SCR
4


หากคุณมีโอกาสได้ไปสัมภาษณ์กับบุคคลต่างๆ ข้างนอก บางครั้งการจดบันทึกอย่างเดียวคงไม่พอยิ่งเวลาที่ใช้ในการสัมภาษณ์นั้นมีน้อยเกินไป หากใช้เครื่องบันทึกเทปก็คงต้องหาคุณภาพที่ดีสักหน่อย ยิ่งหากการสัมภาษณ์นั้นเราไม่สามารถเลือกสถานที่ได้ แน่นอนเสียงรบกวนจากข้างนอกย่อมเกิดปัญหาให้กับคุณแน่ ทำให้ข้อมูลที่ได้รับไม่ชัดเจนแน่ จากเครื่องบันทึกเทปของคุณ ครั้นจะหาซื้อ เครื่องบันทึกเทปดีๆ สักตัวก็ราคาแพง พอซื้อเครื่องราคาถูกๆ มาใช้ก็มีปัญหาเรื่องเสียงรบกวน ดังนั้นเรามาสร้างปรีแอมป์ไมโครโฟนสำหรับต่อเข้าเครื่องบันทึกเทปราคาถูกของเรากัน

 
        
    
      ปรีแอมป์ตัวนี้ทดลองต่อเข้ากับเครื่องบันทึกเทปของโซนี่ครับ (ยี่ห้ออื่นก็ได้ครับที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน) เจ้าเครื่องนี้สามารถนำไปวางไว้ตรงกลางห้องหรือม้านั่งในกาสัมภาษณ์ก็ได้ครับ วงจรนี้ค่อนข้างจะรับเสียงได้ดีไม่ว่าคุณจะกระซิบก้ตามอันนี้ขึ้นอยู่กับสถานที่ครับ

 
        
    
      วงจรนี้เราใช้คอนเดนเซอร์ไมโครโฟนสำหรับรับเสียง ส่วนวงจรขยายนั้นเราใช้ไอซีออปแอมป์เบอร์ TLO71CN ซึ่งป้องกันสัญญาณรบกวนได้ค่อนข้างดี ไมโครโฟนนั้นเราใช้ขั้วลบในการต่อเข้าวงจร

 
        
    
      การต่อวงจรนี้เป็นวงจรขยายแบบกลับสัญญารโดยผ่านความต้านทานขนาด 10 กิโลโอห์ม ซึ่งหากเราเพิ่มค่าความต้านทานให้มากขึ้นจะทำให้มีความไวในการรับสัญญาณมากขึ้น สำหรับการใช้งานก็ง่ายและไม่ยุ่งยาก ส่วนพลังงานใช้จากแบตเตอรี่ 9 โวลต์ และต่อสวิตซ์เข้าไปเป็นตัวเปิดปิดวงจร

 
        
    
      วงจรนี้ใช้กระแสประมาณ 2 mA ซึ่งถ้าใช้ถ่านอัลคาไลน์ 9 โวลต์เราสามารถสนทนาได้นานถึง 10 วันเลยทีเดียว
5


วงจรเครื่องส่งความถี่วิทยุเครื่องนี้สามารถส่งได้ไกลถึง 25 เมตร การทำงานนั้นใช้คลื่นความถี่วิทยุ AM ในการรับสัญญาณเราสามารถใช้เครื่องรับวิทยุ AM ธรรมดาทั่วไปในการรับ

 
    
 
    
          หัวใจหลักของวงจรนี้ คือ IC เบอร์ 555 ( IC1 ) ซึ่งถูกต่อวงจรแบบมัลติไวเบรเตอร์ วงจรสามารถผลิตความถี่ได้มากกว่า 540 kHz ส่วนการออกแบบวงจรนี้เราใช้ความถี่ประมาณ 600 kHz โดยสามารถคำนวณหาค่าความถี่จากวงจรได้ ดังนี้

 
        
    
                  F  =  1.44 ( R1 + 2R2 ) C1

 
        
    
         โดยค่าความต้านทาน R1 และ R2 มีหน่วยเป็นโอห์มและความถี่ที่ได้มีหน่วยเป็นเฮิรตซ์ ( Hz ) เราสามารถเปลี่ยนค่าความต้านทานของ R2 หรือค่าของตัวเก็บประจุ C1 ได้ แต่ถ้าเราเปลี่ยนค่ามากเกินไปอาจทำให้วงจรมีความยุ่งยากมากขึ้น ไมโครโฟนที่ใช้เป็นแบบคอนเดนเซอร์ ส่วน IC555 นั้นทำหน้าที่แปลงสัญญาณจากไมโครโฟน ซึ่งต่อเข้ากับขา 5 ของ IC1 นั้น IC555 ก็จะทำการแปลงสัญญาณไฟฟ้าที่ได้รับหรือสัญญาณเสียง เปลี่ยนเป็นคลื่นความถี่ส่งต่อออกไปยังขา 3 ของ IC1 และส่งต่อไปยังเสาอากาศที่ต่อไว้กลายเป็นคลื่นความถี่วิทยุออกไป ซึ่งเราสามารถนำเครื่องรับวิทยุ AM ทั่วไปมาเป็นตัวรับสัญญาณได้

 
        
    
                  อย่าลืม!  เครื่องรับวิทยุของเรานั้นต้องตั้งเครื่องรับสัญญาณเป็นแบบ AM ด้วย
สำหรับวงจรนี้ใช้แบตเตอรี่ขนาด 9 โวลต์มาเป็นแหล่งจ่ายไฟฟ้าก็พอ และเสาอากาศก็หาขนาดที่ยาวประมาณ 2 – 3 เมตร แล้วต่อเข้ากับขา 3 ของ IC1
6


   โดยมากวงจรสัญญาณเตือนภัยตอนกลางคืนมักใช้ออปแอมป์และ IC สำเร็จรูปบางตัวมาประยุกต์ใช้งาน ในวงจรที่จะนำเสนอนี้ก็เช่นเดียวกัน เราใช้ IC Timer 555 ที่นิยมใช้กันมากเบอร์หนึ่งมาสร้างเช่นกัน โดยวงจรต่อเป็นวงจรโมโนสเตเบิลมัลติไวเบรเตอร์ ซึ่งใช้ตัวต้านทาน R2 และตัวเก็บประจุ C1 เป็นตัวกำหนดเวลา เริ่มต้นสภาวะแรกเมื่อ R1 ซึ่งเป็น LDR ( Light dependent resistor ) ดับอยู่ ค่าความต้านทานที่ตัวมันนั้นจะสูง ทำให้ขา 2 ของIC555 เปรียบเสมือนต่อลงกราวด์และเมื่อมีแสงมากระทบที่ตัว R1 ก็จะส่งสัญญาณไปกระตุ้นให้ขา 2 ของ IC1 ทำงาน ทำให้เปียโซขนาด 6 โวลด์ เสียงดังขึ้นมา การปรับค่าความต้านทาน P1 นั้นขึ้นอยู่กับแสงสว่างบริเวณที่วงจรของเราติดอยู่

 
    
 
    
                  การติดตั้งที่เหมาะสมที่สุดก็คือติดไว้กับผนังบ้านบริเวณทางเข้าหรือห้องโถง จากนั้นค่อยปรับค่าความไวในการรับแสงจาก P1 ได้ตามความเหมาะสม

 
    
7


  วงจรนี้เป็นวงจรกรองความถี่เสียงซึ่งอยู่ในช่วงประมาณ 300 เฮิรตซ์ – 3.1 กิโลเฮิรตซ์ เป็นช่วงที่มนุษย์ใช้ในการพูดคุยกันนั่นเอง ซึ่งวงจรนี้เป็นการสร้างวงจรกรองความถี่สูงผ่านและความถี่ต่ำผ่าน โดยการทำแคสเคด ( Cascaded ) กัน ทำให้ได้วงจรกรองแถบความถี่ที่สมบูรณ์นั่นเอง

 
    
 
    
                  ส่วนแรกของไอซี TL072 ซึ่งประกอบด้วยออปแอมป์ 2 ชุด ด้วยกัน วงจรใช้ตัวเก็บประจุ 2 ตัว และ ความต้านทาน 2 ตัว ต่อกันเป็นวงจรกรองความถี่สูงผ่านแบบ Sallen and keys ค่าต่างๆ แสดง ดังรูป ความถี่คัทออฟที่ได้ในช่วงนี้คือ 300 เฮิรตซ์ ( ที่จุดตัด 3 dB )

 
        
    
                  เนื่องจากเราใช้ไฟเลี้ยงชุดเดียวกันทั้งวงจร เราจึงต้องสร้างวงจรดีคัปปลิ้ง ( decoupling ) เพื่อลดระดับแรงดันให้เหลือครึ่งหนึ่งเพื่อใช้ในการไบอัสให้กับขา ( In Put )  ของ IC1/1 ( ขา 5 ) ด้วยการต่อตัวต้านทานขนาด 10 กิโลโอห์ม 2 ตัว และตัวเก็บประจุขนาด 10 ไมโครฟารัดเข้าด้วยกัน

 
        
    
                  จากนั้นสัญญาณ ( Out Put ) ที่ได้จาก IC1/1 นั้นก็จะถูกส่งไปเป็นสัญญาณ ( In Put ) ให้กับ IC1/2 ซึ่งออปแอมป์ตัวที่สองนี้ก็ยังคงต่อเป็นวงจรกรองความถี่แบบ Sallen and keys อยู่ เพียงแต่เป็นการต่อวงจรกรองความถี่ต่ำผ่าน ซึ่งจะได้ความถี่คัทออฟประมาณ 3.1 kHz

 
        
    
                  การกรองนั้นใช้บัตเตอร์วอร์ท ( Butterworth response characteristics ) เพื่อหาค่าสูงสุดของแถบผ่าน โดยทั้งหมดใช้อัตราขยายแรงดันที่ 0 dB โดยระดับสัญญาณ ( In Put ) สูงสุดก่อนการคัปปลิ้งอยู่ที่ประมาณ 3.5 VRMS

 
        
    
                  ส่วนตัวต้านทาน 560 โอห์มที่ต่ออยู่ด้าน ( Out Put ) ของ IC1/2 นั้นเพื่อป้องกันการลัดวงจร
8


   วงจรเตือนภัยนี้ออกแบบมาเพื่อตรวจจับควันที่ใช้กับคอกสัตว์ ( ในวงจรนี้ทดลองใช้คอกผสมพันธ์สุนัข ) ตัวไซเรนนั้นทำงานด้วยแรงดัน 12 โวลต์ จึงต้องแยกวงจรออกมาสำหรับกระตุ้นการทำงานเราสามารถนำวงจรไปติดตั้งไว้ภายในคอก ณ ที่จุดที่ต้องการได้

 
        
    
         การทำงานของวงจรนั้นเมื่อได้รับสัญญาณจากตัวตรวจจับควัน ( ขา I ) ซึ่งต่ออยู่กับบริดจ์เร็กติไฟเออร์ BR1 และส่งต่อไปยังออปโตคัปเปิล OPTO1 ผ่านทาง R3 เมื่อ OPTO1 ได้รับสัญญาณก็จะไปขับขาเกตของ SCR1 เพื่อให้ไซเรนเกิดเสียงดัง

 
        
    
         แหล่งจ่ายไฟของวงจรนั้นมาจากหม้อแปลง T1 ซึ่งไดโอด D1 และ D2 ต่อเป็นวงจรแบบเร็กติไฟเออร์เต็มคลื่น ซึ่งแรงดันไฟตรงที่ได้ประมาณ 9 โวลต์ และต่อไปยังสวิตซ์ S1 ส่วนตัวเก็บบรรจุ C1 ทำหน้าที่เป็นตัวกรองแรงดันให้เรียบขึ้น โดยมี LED1 เป็นตัวแสดงสภาวะของวงจร

 
        
    
          เมื่อมีสัญญาณเข้ามา วงจรก็จะทำงานจนกว่าถูกยกเลิกโดยสวิตซ์ S1 ( สวิตซ์ก็จะเปิดและปิดอีกครั้ง )

 
        
    
           สุดท้ายสัญญาณก็จะถูกส่งไปยังจุด P1 และ P2 เพื่อส่งสัญญาณไปยังเปียโซไซเรนให้ทำงาน ซึ่งอาจดัดแปลงใช้อุปกรณ์อื่นๆ ได้ เช่น ไฟฉุกเฉิน

 
        
    
                  ข้อควรระวัง!  สำหรับการติดตัว BR1 และ R3 ที่อยู่ด้านซ้ายมือของออปโตคัปเปิลเบอร์ MOC3021 นั้นใช้แรงดันไฟ 240 โวลด์ การต่อวงจรควรระวังเป็นพิเศษ
9
PLC AND SCADA / SCADA คืออะไร SCADA
« Last post by admin on Today at 02:58:22 pm »





SCADA

SCADA นั้นย่อมาจากคำว่า Supervisory Control And Data Acquisition เป็นระบบตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Real-time ใช้ในการตรวจสอบสถานะตลอดจนถึงควบคุมการทำงานของระบบควบคุมในอุตสาหกรรมและงานวิศวกรรมต่าง ๆ เช่น งานด้านโทรคมนาคมสื่อสาร การประปา การบำบัดน้ำเสีย การจัดการด้านพลังงาน อุตสาหกรรมการกลั่นน้ำมันและก็าซ อุตสาหกรรมเคมี อุตสาหกรรมประกอบรถยนต์ การขนส่ง กระบวนการนิวเคลียร์ในโรงไฟฟ้าเป็นต้น ตัวอย่างการใช้งานเช่นใช้ SCADAตรวจสอบข้อมูลเช่นการรั่วไหลของของเหลวที่เกิดขึ้นในท่อขนส่งจากตัวตรวจจับแล้วส่งสัญญาณแจ้งเตือนให้พนักงานทราบ โดยส่งข้อมูลสู่ส่วนกลางของระบบ SCADA เป็นต้น นอกจากนั้น SCADA อาจทำหน้าที่คำนวนและประมวลผลข้อมูลที่ได้จากฮาร์ดแวร์ต่าง ๆ เช่น PLC, Controller, DCS, RTU แล้วแสดงข้อมูลทางหน้าจอ หรือส่งสัญญาณควบคุมฮาร์ดแวร์ดังกล่าว เช่นหากอุณหภูมิของอุปกรณ์สูงเกินพิกัด ให้ทำการปิดอุปกรณ์นั้นเป็นต้น โดยสั่งงานผ่าน PLC หรือController ที่ติดต่ออยู่ ทั้งนี้ SCADA สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลที่ได้จากระบบควบคุมทั้งหมดไว้ในฐานข้อมูลเพื่อให้พนักงานหรือโปรแกรมอื่น ๆ สามารถนำไปใช้งานได้ SCADA นั้นเข้าไปมีส่วนในงานควบคุมทั้งเล็กและใหญ่ที่ต้องการแสดงผล แลกเปลี่ยนข้อมูล หรือควบคุมระบบต่าง ๆ จากส่วนกลาง เพื่อการทำงานของระบบรวมที่สัมพันธ์กัน มองเห็นภาพรวมได้อย่างชัดเจนและมีความรวดเร็วต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ระบบ SCADA ในปัจจุบันมีความสามารถในการสื่อสาร ควบคุม และประมวลผลข้อมูลจาก I/O ของอุปกรณ์เช่น PLC, DCS, RTU ได้ถึงระดับที่เกินหนึ่งแสน I/O แล้ว และได้รับการพัฒนาให้มีความสามารถรองรับความต้องการใหม่ ๆ ของผู้ใช้งานอย่างต่อเนื่องตลอดมา

SCADA เริ่มใช้งานในคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ระบบปฏิบัติการ DOS, VMS และ UNIX จนมาถึงระบบปฏิบัติการWindows NT, XP, Server 2003 และ LINUX

ในที่นี้จะแสดงลักษณะสำคัญของ SCADA ตามโครงสร้าง (Architecture) หน้าที่การทำงาน(Functionality) และ การพัฒนาโปรเจ็ค (Application Development) เพื่อให้คุณผู้อ่านได้เข้าใจส่วนสำคัญของSCADA ได้อย่างละเอียด

 
โครงสร้างของ SCADA (Architecture)
โครงสร้างด้านฮาร์ดแวร์ (Hardware Architecture)
SCADA แบ่งตามโครงสร้างฮาร์ดแวร์ได้สองระดับคือ Client และ Data Server หรือเรียกสั้น ๆ ว่าServer โดยที่ Client คือคอมพิวเตอร์ที่รับและส่งข้อมูลไปยัง Data Server โดยฝั่ง Client นี้จะแสดงผลการทำงานของระบบควบคุมเช่น แสดงเป็นกราฟิก กราฟแบบต่อเนื่อง หรือระบบแจ้งเตือนเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินหรือต้องการแจ้งเตือน เป็นต้น ฝั่ง Client สามารถสั่งงานควบคุมไปยัง Data Server เพื่อส่งสัญญาณไปยัง PLC, DCS หรือ Controller อีกทอดหนึ่ง ส่วน Data Server จะทำหน้าที่ติดต่อกับ PLC, DCS, Controller หรือ RTU ต่าง ๆ เพื่อรับสัญญาณและส่งสัญญาณไปยัง Client และรับการร้องขอจาก Client เพื่อควบคุมอุปกรณ์ PLCและ Controller ต่าง ๆ Client และ Data Server ส่วนใหญ่ติดต่อกันผ่านระบบเครือข่าย Ethernet ดังรูปที่ 1-01



รูปที่ 1-01 แสดงโครงสร้างแบบฮาร์ดแวร์ของระบบ SCADA

จากรูปที่ 1-01 นั้น Controller จะติดต่อกับอุปกรณ์ Field Instrument ต่าง ๆ เช่นเซ็นเซอร์ รีเลย์ เป็นต้นเพื่อนำสัญญาณมาให้กับ Data Server

 

โครงสร้างด้านซอร์ฟแวร์ (Software Architecture)
โครงสร้างด้านซอร์ฟแวร์ของระบบ SCADA นั้นมีข้อที่ต้องทราบคือ SCADA ใช้เทคโนโลยีในการสื่อสารกับฮาร์แวร์ (เช่น PLC, DCS) ต่าง ๆ กันไปตามผู้ผลิต เช่นการใช้ Driver เฉพาะของผู้ผลิต SCADA เพื่อสื่อสารกับ PLC, DCS เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันมีการกำหนดมาตรฐานกลางคือ OPC ขึ้นมาเพื่อยุติปัญหาการใช้เทคโนโลยีเฉพาะด้านในการสื่อสาร นอกจากนั้นยังมีความสามารถในการบริการข้อมูลให้กับ Client ที่รวดเร็วและมีเสถียรภาพ
โครงสร้างด้านซอร์ฟแวร์ของ SCADA แสดงได้ดังรูปที่ 1-02

 



 

จากรูป 1-02 จะพบว่าในส่วนของ SCADA Server นั้น การติดต่อกับ PLC หรือ Controller นั้น ทำได้ทั้งผ่าน Driver หรือOPC โดยที่ OPC และ Driver สามารถรับคำสั่งแบบ Read / Write เพื่ออ่านข้อมูลจาก PLC หรือ เขียนข้อมูลเพื่อสั่งงานไปยัง PLC ได้

SCADA Server จะทำหน้าที่จัดการข้อมูล RTDB (Real Time Data Base) ที่ได้จาก PLC แล้วส่งให้กับSCADA Client โดยที่ SCADA Server บางประเภทจะติดต่อกับ SCADA Client ผ่าน DDE Server ซึ่งทำให้สามารถนำเข้าข้อมูลจาก PLC เข้าสู่โปรแกรมเช่น MS Excel หรือ โปแกรม Client อื่น ๆ ที่ติดต่อกับ DDE Server ได้
SCADA บางตัวจะออกแบบให้ SCADA Server ทำหน้าที่ตรวจจับ Alarm และเก็บไว้ใน Alarm DB หรือเก็บข้อมูลที่เป็น Historian ไว้ใน Log DB เป็นต้นเพื่อส่งให้ Alarm Display และ Log Display ทางฝั่ง SCADA Client ต่อไป

สำหรับส่วน Development Environment นั้นจะขึ้นอยู่กับการออกแบบของ SCADA ซอร์ฟแวร์นั้น ๆ ซึ่งโดยทั่วไปก็จะมีเครื่องมือในการสร้างและจัดการกราฟิก (Graphic Editor) เครื่องมือในการจัดการโปรเจ็คที่สร้างขึ้นมา (Project Editor) มีเครื่องมือในการนำเข้าและส่งออก Text file ที่เก็บค่าคอนฟิกูเรชั่นของการติดต่อกับ Driver หรือ OPC Serverไว้

 

โครงสร้างด้านการสื่อสาร (Communications)
การสื่อสารระหว่าง Client-Server จะสื่อสารผ่านโปรโตคอลโดยทั่วไปเช่น TCP/IP โดย Client จะติดต่อกับพารามิเตอร์หรือ Tag ภายใน Server ที่บริการข้อมูลด้วยรูปแบบที่แตกต่างกันไปตามผู้ผลิต เช่นมีการส่งค่าจาก Server เมื่อค่าของ I/O ของ PLC มีการเปลี่ยนแปลง เป็นต้น

การสื่อสารกับอุปกรณ์นั้น Server จะทำการตรวจสอบค่าจากอุปกรณ์ตามช่วงเวลาที่ผู้ใช้งานกำหนดไว้ (Defined polling rate) โดยอาจจะต่างกันไปตามพารามิเตอร์ประเภทต่าง ๆ โดยตัว Controller จะส่งค่าพารามิเตอร์ตามที่ถูกร้องขอให้กับ Data Server พร้อมค่าเวลาขณะนั้น (Time Stamp) การสื่อสารกับอุปกรณ์ของ Data Server นั้นอาจเป็นการสื่อสารแบบ Modbus, Profibus, CAN bus เป็นต้น ขึ้นอยู่กับมาตรฐานการสื่อสารของอุปกรณ์นั้น ๆ ว่าเป็นแบบใด ในปัจจุบันมีการสร้าง OPC Server ที่สนับสนุนการติดต่อด้วยมาตรฐานต่างๆเพิ่มขึ้นมากมายจนครอบคลุมอุปกรณ์ทุกประเภท และมีการพัฒนาให้ทั่วถึงไปยังอุปกรณ์ใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง

 

โครงสร้างอินเทอร์เฟส (Interface)
การติดต่อระหว่าง Data Server กับอุปกรณ์หรือระหว่าง Data Server และ Data Server และกับ Client นั้น มีการผลิตเป็น Driver ออกมามากมายตามเทคนิคเฉพาะของแต่ละผู้ผลิต ต่อมาจึงมีการกำหนดมาตรฐานของอินเทอร์เฟสขึ้นมาเป็น OPC (OLE for Process Control) ซึ่งมีความรวดเร็วในการสื่อสารและบริการข้อมูลโดยมีการจัดตั้ง OPC Foundation ขึ้นเป็นองค์กรณ์หลักในการกำหนดมาตรฐานและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่สมาชิก OPC จึงเป็นมาตรฐานกลางที่เปิดกว้างมากที่สุด

การติดต่อกับฐานข้อมูลภายนอกของ SCADA Software นั้น มีการสร้างให้สามารถติดต่อได้ผ่าน ODBC (Open Data Base Connectivity), OLEDB (Linking and Embedding Data Base), DDE (Dynamic Data Exchange) เป็นต้น เพื่อให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลหรือทำการเก็บข้อมูลไว้ในฐานข้อมูลรูปแบบต่าง ๆ ในปัจจุบันมีการพัฒนาให้สามารถติดต่อกับโปรแกรม ERP ต่าง ๆ เช่น SAP เป็นต้นได้ด้วย

 

โครงสร้างความสามารถในการขยายระบบ (Scalability)
Scalability คือความสามารถในการรองรับและต่อขยายระบบ SCADA กับส่วนต่าง ๆ เช่น I/O ของอุปกรณ์Controller และจำนนเครื่อง SCADA Client ที่เพิ่มขึ้น หรือการต่อพ่วงกับระบบ SCADA ของยี่ห้ออื่น ๆ เป็นต้น ถ้าหากData Server เป็นแบบ Driver ที่สร้างด้วยเทคโนโลยีเฉพาะในการติดต่อกับอุปกรณ์ ก็เป็นเรื่องลำบากในการต่อขยาย เพราะDriver บางประเภทสามารถติดต่อได้เฉพาะ SCADA Software บางยี่ห้อเท่านั้น ปัญหานี้เป็นที่วิพากวิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ซึ่งปัจจุบันได้หันมาใช้มาตรฐานกลางคือ OPC เพื่อแก้ไขปัญหานี้

 

โครงสร้างการสำรองระบบ (Redundancy)
SCADA Software ส่วนใหญ่มีความสามารถในการทำสำรองระบบของ Data Server โดยที่เมื่อ Data Server เกิดความขัดข้องก็จะสั่งงานให้ Data Server อีกตัวหนึ่งทำงานแทนที่ โดยจะมีการกำหนดคอนฟิกูเรชั่นไว้ที่ Clientว่าจะให้เลือกติดต่อกับ Data Server ตัวไหนเมื่อเกิดความขัดข้องเกิดขึ้น

ในบางครั้งโมดูลที่ทำหน้าที่จัดการด้าน Redundancy นี้อาจจะทำหน้าที่อีกประการหนึ่งคือเป็นจุดพักข้อมูลที่รับมาจาก Data Server เพื่อนำไปส่งให้กับ Client ต่าง ๆ เพราะในกรณีที่มี Client จำนวนมากติดต่ออยู่กับ Data Server ตัวเดียวนั้นอาจมีความล่าช้าในการบริการข้อมูลของ Data Server เพราะต้องให้บริการข้อมูล Client ให้ครบจำนวนก่อนที่จะไปรับข้อมูลใหม่จากอุปกรณ์มาได้ ดังนั้นโมดูลที่ทำหน้าที่ Redundant จึงทำหน้าที่เป็นจุดรับข้อมูลแล้วช่วยส่งต่อให้ Clientต่างๆ อีกทอดหนึ่ง Data Server จะได้ทำหน้าที่บริการข้อมูลให้แก่โหนดเพียงจุดเดียว จึงมีความรวดเร็วในการบริการข้อมูล

 

หน้าที่การทำงาน (Functionality)
การเข้าถึงพารามิเตอร์ของอุปกรณ์
หมายถึงความสามารถในการเข้าถึงกลุ่มของพารามิเตอร์ในอุปกรณ์เช่น I/O ของ PLC เป็นต้น ความสามารถของData Server ในการกำหนดว่าพารามิเตอร์ใด อ่านได้อย่างเดียว เขียนได้อย่างเดียว หรือทั้งอ่านทั้งเขียน เป็นต้น

ระบบแสดงผลแบบ MMI (Man Machine Interface)
คือความสามารถในการแสดงผลการทำงานของอุปกรณ์ในรูปแบบ กราฟิก ข้อความ สัญลักษณ์ แผนภาพ เป็นต้น โดยสามารถเชื่อมโยงลักษณะการเปลี่ยนแปลงของกราฟิกเหล่านี้กับพารามิเตอร์จาก Data Serverได้ ความสามารถในการสั่งงานผ่านระบบกราฟิกเช่น การปิด/เปิด สวิทซ์บนจอมอนิเตอร์ส่งผลไปยัง I/O ของ PLC เป็นต้น

ความสามารถในการจัดการกราฟิกเช่น การย่อ ขยาย การกำหนดการเคลื่อนไหวแบบต่าง ๆ เช่น การหมุน การเคลื่อนที่แบบซิกแซกตามสัญญาณของ Data Server การแสดงผลสัญญาณในรูปแบบมิเตอร์และเกจวัดแบบต่าง ๆ การนำเข้ากราฟิกประเภทต่างๆ การจัดแบ่งเลเยอร์ เป็นต้น เหล่านี้เป็นข้อเปรียบเทียบความสามารถของ SCADA Software ทั้งสิ้น

ระบบแสดงกราฟสัญญาณแบบต่อเนื่อง (Trending)
Trending เป็นความสามารถในการพล็อตกราฟต่อเนื่องกันไปบนจอภาพเพื่อแสดงค่าสัญญาณจาก Data Serverโดยอาจจะสามารถพล็อตสัญญาณได้หลายสัญญาณเช่น 8 – 24 สัญญาณ พร้อมกันในหน้าต่างเดียว เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบสัญญาณที่พล็อตได้ และไม่จำกัดว่าจะสร้างหน้าต่างพล็อตจำนวนเท่าใด
Trending อาจมีความสามารถในการ ซูมสัญญาณที่พล็อต และหยุดการพล็อตเพื่อเลื่อนดูค่าที่พล็อตในแต่ละช่วงเวลาได้ด้วยตัวของผู้ใช้งานเอง นอกจากนั้นการพล็อตอาจสามารถเลือกได้ว่าจะให้เป็นการพล็อตแบบใดเช่น Time plot, Logarithmic plot, Strip Chart, Bar Chart, Circular, X-Y plot เป็นต้น นอกจากนั้นบางผู้ผลิตยังสามารถนำค่าHistorian หรือข้อมูลสัญญาณที่เก็บไว้ในฐานข้อมูลออกมาพล็อต ได้อีกด้วย
โดย Trending Module นี้อาจเป็นแบบ ActiveX Control คือสามารถนำไปใช้งานในแอปลิเคชั่นอื่นที่สนับสนุนการนำเข้า ActiveX ได้

ระบบแจ้งเตือน (Alarm)
SCADA Software ส่วนใหญ่มีระบบแจ้งเตือนโดย Alarm Display จะรับสัญญาณมาจาก Alarm DB ในฝั่งSCADA Server โดย Alarm DB สามารถที่จะทำการกำหนดคอนฟิกูเรชั่นว่าจะนำสัญญาณตัวใดมาเป็นตัวพารามิเตอร์ในการแจ้งเตือนบ้าง และมีการแบ่งระดับของ Priority, Limit อย่างไร เป็นต้น
ระบบแจ้งเตือนยังสามารถที่จะเก็บข้อมูลการแจ้งเตือนไว้ในฐานข้อมูลประเภทต่าง ๆ ได้เช่น MS SQL Server, MS Access, Oracle, MS Excel เป็นต้น และบางยี่ห้อสามารถแสดงออกมาเป็นรายงานในรูปแบบตารางหรือ แผนภูมิได้อีกด้วย

การทำงานแบบ Automation
เป็นความสามารถที่ SCADA ทำหน้าที่ต่าง ๆ ตามที่กำหนด เช่น ส่งอีเมล์ แสดงข้อความแบบ Instance Messageบนหน้าจอ เปิดไปยังหน้าจออื่น ๆ เก็บข้อมูลลงฐานข้อมูล เปิดโปรแกรม หรือรันคำสั่งสคริปต์ เป็นต้น ตามสัญญาณที่ได้รับจาก Data Server และข้อกำหนดที่สร้างขึ้น

การสร้างและพัฒนา (Application Development)
การกำหนดคอนฟิกูเรชั่น
การกำหนดคอนฟิกูเรชั่น ขั้นแรกต้องมีการกำหนดว่าจะติดต่อกับพารามิเตอร์หรือ Tag ใดบ้างจาก Data Serverดังนั้นจะต้องทำการ Define หรือสร้าง Tag ที่ Data Server ก่อนว่า Tag แต่ละตัวหมายถึง Address ที่เท่าใดของอุปกรณ์ (PLC, DCS, RTU, Controller ต่างๆ) โดยทั่วไปสามารถทำการนำเข้าคอนฟิกูเรชั่นไฟล์ที่สร้างไว้ก่อนเข้ามาได้ และสามารถ Export ไปยัง Data Server อื่น ๆ ได้ จากนั้นโปรแกรมย่อยอื่น ๆ ของ SCADA Software ฝั่งไคลเอนท์ จึงทำคอนฟิกูเรชั่นตามหน้าที่การทำงานของตนเอง เช่น โมดูลที่มีหน้าที่แสดงผลกราฟิกก็ต้องกำหนดว่ากราฟิกนั้น ๆ จะเชื่อมโยงกับ Tag ใดจาก Data Server ส่วนโมดูลที่ทำหน้าที่แจ้งเตือนก็ต้องทำคอนฟิกูเรชั่นว่าจะนำ Tag ใด มาเป็นสัญญาณแจ้งเตือน และกำหนดระดับสัญญาณ Limit เป็นต้น

เครื่องมือในการพัฒนา (Development Tool)
เครื่องมือในการสร้างและพัฒนาระบบ SCADA โดยทั่วไปจะประกอบด้วย
- เครื่องมือในการสร้างระบบกราฟิก ที่ประกอบด้วยเครื่องมือวาดภาพ เครื่องมือกำหนดเอ็ฟเฟ็คพิเศษต่าง ๆ ไลบรารี่ของกราฟิกสำเร็จรูปในอุตสาหกรรมด้านต่าง ๆ
- เครื่องมือในการสร้าง Trending
- เครื่องมือในการสร้างระบบAlarm
- เครื่องมือในการกำหนดการติดต่อกับฐานข้อมูลเพื่อทำการเก็บรวบรวมข้อมูลของ Trending และ Alarm ลงไว้ในฐานข้อมูล
- เครื่องมือในการช่วยสร้าง Script เช่น Java script, VB Script
- เครื่องมือจัดการด้านความปลอดภัย การแบ่งระดับ User และขอบเขตการใช้งานของ User
- เครื่องมือในการสร้าง Web application เพื่อให้สามารถควบคุมและตรวจสอบระบบควบคุมผ่าน Web browser ได้

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นลักษณะของ SCADA และ SCADA Software ส่วนใหญ่ ทั้งนี้คุณผู้อ่านก็คงจะพอเห็นภาพว่าSCADA นั้นสามารถเป็นศูนย์กลางของระบบควบคุมทั้งหมดขององค์กร และมีส่วนช่วยในการตรวจสอบการทำงานของระบบให้เป็นไปตามปกติได้อย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง ภายในเวลาอันรวดเร็ว มีส่วนช่วยในการตัดสินใจในการดำเนินงานจากข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้รับจากระบบ SCADA นอกจากนี้เรายังสามารถเชื่อมโยงข้อมูลที่ได้จาก SCADA เข้ากับข้อมูลทางธุรกิจอื่น ๆ เพื่อประมวลผลร่วมกัน เช่น ข้อมูลจำนวนของเสียเป็นกิโลกรัมที่ตรวจสอบได้จาก SCADA ถูกนำมาคำนวนร่วมกับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ แบบ Real time เพื่อสรุปเป็นรายงานค่าใช้จ่ายประจำวันเป็นต้นได้อย่างรวดเร็ว
10
PLC AND SCADA / PLC คือ อะไร
« Last post by admin on Today at 02:55:36 pm »



PLC คือ อะไร

โปรแกรมเมเบิลลอจิกคอลโทรลเลอร์ (Programmable logic Control : PLC) เป็นอุปกรณ์ควบคุมการทำงานของเครื่องจักรหรือกระบวนการทำงานต่างๆ โดยภายในมี Microprocessor เป็นมันสมองสั่งการที่สำคัญ PLC จะมีส่วนที่เป็นอินพุตและเอาต์พุตที่สามารถต่อออกไปใช้งานได้ทันที



ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเรื่อง PLC
ความหมายของ PLC
       โปรแกรมเมเบิลลอจิกคอลโทรลเลอร์ (Programmable logic Control : PLC) เป็นอุปกรณ์ควบคุมการทำงานของเครื่องจักรหรือกระบวนการทำงานต่างๆ โดยภายในมี Microprocessor เป็นมันสมองสั่งการที่สำคัญ PLC จะมีส่วนที่เป็นอินพุตและเอาต์พุตที่สามารถต่อออกไปใช้งานได้ทันที ตัวตรวจวัดหรือสวิทตช์ต่างๆ จะต่อเข้ากับอินพุต ส่วนเอาต์พุตจะใช้ต่อออกไปควบคุมการทำงานของอุปกรณ์หรือเครื่องจักรที่เป็นเป้าหมาย เราสามารถสร้างวงจรหรือแบบของการควบคุมได้โดยการป้อนเป็นโปรแกรมคำสั่งเข้าไปใน PLC นอกจากนี้ยังสามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์อื่นเช่นเครื่องอ่านบาร์โค๊ด (Barcode Reader) เครื่องพิมพ์ (Printer) ซึ่งในปัจจุบันนอกจากเครื่อง PLC จะใช้งานแบบเดี่ยว (Stand alone) แล้วยังสามารถต่อ PLC หลายๆ ตัวเข้าด้วยกัน (Network) เพื่อควบคุมการทำงานของระบบให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วยจะเห็นได้ว่าการใช้งาน PLC มีความยืดหยุ่นมากดังนั้นในโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ จึงเปลี่ยนมาใช้ PLC มากขึ้น

โปรแกรมเมเบิล ลอจิก คอนโทรลเลอร์ (PLC)
     PLC เป็นอุปกรณ์ชนิดโซลิด – สเตท (Solid State) ที่ทำงานแบบลอจิก (Logic Functions) การออกแบบการทำงานของ PLC จะคล้ายกับหลักการทำงานของคอมพิวเตอร์ จากหลักการพื้นฐานแล้ว PLC จะประกอบด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่า Solid-State Digital Logic Elements เพื่อให้ทำงานและตัดสินใจแบบลอจิก PLC ใช้สำหรับควบคุมกระบวนการทำงานของเครื่องจักรและอุปกรณ์ในโรงงานอุตสาหกรรม



     การใช้ PLC สำหรับควบคุมเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ต่างๆ ในโรงงานอุตสาหกรรมจะมีข้อได้เปรียบกว่าการใช้ระบบของรีเลย์ (Relay) ซึ่งจำเป็นจะต้องเดินสายไฟฟ้า หรือที่เรียกว่า Hard- Wired ฉะนั้นเมื่อมีความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนกระบวนการผลิต หรือลำดับการทำงานใหม่ ก็ต้องเดินสายไฟฟ้าใหม่ ซึ่งเสียเวลาและเสียค่าใช้จ่ายสูง แต่เมื่อเปลี่ยนมาใช้ PLC  แล้ว การเปลี่ยนกระบวนการผลิตหรือลำดับการทำงานใหม่นั้นทำได้โดยการเปลี่ยนโปรแกรมใหม่เท่านั้น นอกจากนี้แล้ว PLC  ยังใช้ระบบโซลิด – สเตท ซึ่งน่าเชื่อถือกว่าระบบเดิม การกินกระแสไฟฟ้าน้อยกว่า และสะดวกกว่าเมื่อต้องการขยายขั้นตอนการทำงานของเครื่องจักร

โครงสร้างของ PLC
        PLC เป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์สำหรับใช้ในงานอุตสาหกรรม PLC ประกอบด้วย หน่วยประมวลผลกลาง หน่วยความจำ หน่วยรับข้อมูล หน่วยส่งข้อมูล และหน่วยป้อนโปรแกรม PLC ขนาดเล็กส่วนประกอบทั้งหมดของ PLC จะรวมกันเป็นเครื่องเดียว แต่ถ้าเป็นขนาดใหญ่สามารถแยกออกเป็นส่วนประกอบย่อยๆ ได้

         หน่วยความจำของ PLC ประกอบด้วย หน่วยความจำชนิด RAM และ ROM หน่วยความจำชนิดRAM ทำหน้าที่เก็บโปรแกรมของผู้ใช้และข้อมูลสำหรับใช้ในการปฏิบัติงานของ PLC ส่วน ROM ทำหน้าที่เก็บโปรแกรมสำหรับใช้ในการปฏิบัติงานของ PLC  ตามโปรแกรมของผู้ใช้ ROM ย่อมาจาก        Read Only Memory สามารถโปรแกรมได้แต่ลบไม่ได้ ถ้าชำรุดแล้วซ่อมไม่ได้

         1.  RAM (Random Access Memory) หน่วยความจำประเภทนี้จะมีแบตเตอรี่เล็กๆ ต่อไว้ เพื่อใช้เลี้ยงข้อมูลเมื่อเกิดไฟดับ การอ่านและเขียนโปรแกรมลงใน RAM ทำได้ง่ายมาก จึงเหมาะกับการใช้งานในระยะทดลองเครื่องที่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขโปรแกรมบ่อยๆ



         2.  EPROM (Erasable Programmable Read Only Memory) หน่วยความจำชนิด EPROM นี้จะต้องใช้เครื่องมือพิเศษในการเขียนโปรแกรม การลบโปรแกรมทำได้โดยใช้แสงอัลตราไวโอเลตหรือตากแดดร้อนๆ นานๆ มีข้อดีตรงที่โปรแกรมจะไม่สูญหายแม้ไฟดับ จึงเหมาะกับการใช้งานที่ไม่ต้องเปลี่ยนโปรแกรม



         3.  EEPROM (Electrical Erasable Programmable Read Only Memory) หน่วยความจำชนิดนี้ไม่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษในการเขียนและลบโปรแกรม โดยใช้วิธีการทางไฟฟ้าเหมือนกับ RAM นอกจากนั้นก็ไม่จำเป็นต้องมีแบตเตอรี่สำรองไฟเมื่อไฟดับ ราคาจะแพงกว่า แต่จะรวมคุณสมบัติที่ดีของทั้ง RAM และ EPROM เอาไว้ด้วยกัน


โครงสร้างของ PLC


Pages: [1] 2 3 ... 6