Show Posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - admin

Pages: [1] 2 3 ... 5
1

สรุปสาระจากที่ แจ็ค หม่า ประธานและผู้ร่วมก่อตั้งอาลีบาบา กรุ๊ป ร่วมพูดบนเวทีเกี่ยวกับการเป็นผู้นำที่ดี ณ โรงเรียนเตรียมทหาร เวสต์พอยท์ (The United States Military Academy – West Point) งานดังกล่าวมีชื่อว่า การประชุมแม็คโดนัลเพื่อเสริมสร้างคุณสมบัติการเป็นผู้นำ ( McDonald Conference for Leaders of Character ) ภายใต้หัวข้อการประชุมในปีนี้คือ ‘Leading with Character in a Technology Driven World’

งานประชุมนี้จัดขึ้นทุกปี โดยสถาบันเวสต์พอยท์ ซึ่งมีนักเรียนเตรียมทหารจากสถาบันการศึกษาชั้นนำระดับโลกเข้าร่วมจำนวนมาก อาทิ มหาวิทยาลัยเยล มหาวิทยาลัย– พรินซ์ตัน มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด มหาวิทยาลัยแมคกิลล์ สถาบันการศึกษาเพื่อกองกำลังป้องกัน ออสเตรเลีย (Australian Defence College – ADC) มหาวิทยาลัยนาบาร์รา นับเป็นโอกาสหายากที่ผู้พูดจากเอเชียได้รับเชิญไปในงานระดับโลกที่จัดโดยสถาบันทหาร




1 ต้องเป็นคนที่สามารถแข่งขันและร่วมมือได้ในเวลาเดียวกัน(co-competition)
2 ภาวะผู้นำถูกกำหนดโดยภารกิจที่ได้รับมอบหมาย คนส่วนใหญ่ต้องเห็นก่อนถึงจะเชื่อ แต่ในฐานะผู้นำต้องสร้างความเชื่อ ทำให้คนเห็นภาพชัดเจน และต้องเห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น
3 โลกปัจจุบันต้องการผู้ที่มีภาวะผู้นำ ไม่ใช่เพื่อพิสูจน์ว่าเป็นคนดี แต่เพื่อผลักดันให้มนุษย์แก้ไขปัญหาร่วมกัน
4 เพื่อสร้างคุณค่าเพื่ออนาคตที่ดีกว่า ผู้นำต้องมองการณ์ไกลกว่าคนทั่วไปและลงมือทำเพื่อสังคม ผู้บริโภค และประชาชน
5 ผู้นำต้องฉลาดและรอบรู้เพราะคนฉลาดใช้ชีวิตอย่างมีความสุข แต่คนรอบรู้จะรู้จักการเสียสละ และที่สำคัญจะต้องมีความกล้าหาญ และใจสู้
6 ถ้าความเป็นผู้นำยังตามหลังเครื่องมือและอาวุธที่มนุษย์พัฒนาขึ้นจากเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย สิ่งเหล่านี้จะก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อมนุษยชาติได้
7 บริษัทเทคโนโลยี ควรระลึกเสมอว่า“อย่าเป็นคนชั่วร้าย” และสิ่งที่ผู้นำสามารถทำได้คือการสร้างค่านิยมที่ดีและรับผิดชอบต่อการกระทำของตน เช่น ถ้าสังคมกังวลเรื่องตกงาน บริษัทก็ควรเพิ่มการจ้างงาน
8 ในฐานะผู้นำ ต้องคิดเผื่อคนอื่นเสมอ
CR : www.smmagonline.com

2
‘แจ็ค หม่า’ ประธานและผู้ร่วมก่อตั้งอาลีบาบา กรุ๊ป ได้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ถึงการเป็นผู้นำที่ดี ของโรงเรียนเตรียมทหารสหรัฐ โดยชี้ให้เห็นถึงปัญหาของการพัฒนาภาวะผู้นำซึ่งไม่สอดคล้องกับการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี ที่มีการก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว และคุณสมบัติที่ผู้นำพึงมี



สุนทรพจน์ดังกล่าว เกิดขึ้นในงานประชุมแม็คโดนัลเพื่อเสริมสร้างคุณสมบัติการเป็นผู้นำ ( McDonald Conference for Leaders of Character ) จัดขึ้นทุกปี โดยสถาบันชื่อดังอย่างเวสต์พอยท์ ซึ่งมีนักเรียนเตรียมทหารจากสถาบันการศึกษาชั้นนำระดับโลกเข้าร่วมจำนวนมาก โดยหัวข้อการประชุมในปีนี้คือ ‘Leading with Character in a Technology Driven World’

หม่า ได้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาของการพัฒนาภาวะผู้นำ ซึ่งไม่สอดคล้องกับการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี ที่มีการก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว และคุณสมบัติที่ผู้นำพึงมี คือผู้นำที่สามารถแข่งขันและร่วมมือได้ในเวลาเดียวกัน (co-competition) แทนที่จะรู้จักแค่การแข่งขันหรือร่วมมือเพียงอย่างเดียว ซึ่งเขาเชื่อว่า คุณสมบัติเหล่านี้มีความสำคัญต่อการพัฒนาในอนาคต

ประเด็นสำคัญจากสุนทรพจน์ของ หม่า ครั้งนี้ มีดังนี้

1 ภาวะผู้นำถูกกำหนดโดยภารกิจที่ได้รับมอบหมาย คนส่วนใหญ่ต้องเห็นก่อนถึงจะเชื่อ แต่เราต้องสร้างความเชื่อและทำให้คนเห็นภาพชัดเจน ในฐานะผู้นำ เราต้องเห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น
2 โลกปัจจุบันต้องการผู้ที่มีภาวะผู้นำ ไม่ใช่เพื่อพิสูจน์ว่า เป็นคนดี แต่เพื่อผลักดันให้มนุษย์แก้ไขปัญหาร่วมกัน สร้างคุณค่าเพื่ออนาคตที่ดีกว่า ผู้นำต้องมองการณ์ไกลกว่าคนทั่วไปและลงมือทำเพื่อสังคม ผู้บริโภค และประชาชน ผู้นำต้องฉลาดและรอบรู้ “คนฉลาดใช้ชีวิตอย่างมีความสุขแต่คนรอบรู้จะรู้จักการเสียสละ และที่สำคัญจะต้องมีความกล้าหาญ และใจสู้
3 วันนี้เราสร้างเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย มีเครื่องมือและทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพสูง แต่ในเรื่องความเป็นผู้นำยังตามหลังสิ่งเหล่านั้นอยู่ ศักยภาพของอาวุธพัฒนาไปไกลแล้ว แต่ศักยภาพความเป็นผู้นำยังตามหลัง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อมนุษยชาติได้
4 บริษัทเทคโนโลยี ควรระลึกเสมอว่า “อย่าเป็นคนชั่วร้าย” “สิ่งที่ผู้นำสามารถทำได้คือ การสร้างค่านิยมที่ดีและรับผิดชอบต่อการกระทำของตน ถ้าสังคมกังวลเรื่องตกงาน บริษัทก็ควรเพิ่มการจ้างงาน” และ “ในฐานะผู้นำ เราต้องคิดเผื่อคนอื่นเสมอ”
นอกจากนี้ หม่า ยังกล่าวปิดการพูดบนเวทีว่า การปฏิวัติทางเทคโนโลยีครั้งแรก นำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 การปฏิวัติเทคโนโลยีครั้งต่อมา นำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะนี้เรากำลังอยู่ในช่วงปฏิวัติเทคโนโลยีครั้งที่ 3 ซึ่งควรจะเป็นการต่อสู้กับความยากจน โรคต่างๆ และ มลพิษมากกว่า

ที่มา : alizila.com

3



สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า คณะแพทย์ของโรงพยาบาลประชาชนกว่างโจวที่หนึ่ง (Guangzhou First People's Hospital) ทางตอนใต้ของประเทศจีน ใช้เวลา 20 นาที ในการสแกนอัลตราซาวด์ให้กับคนไข้ในโรงพยาบาลในเขตหนานซา ที่อยู่ห่างออกไป 60 กิโลเมตร โดยสั่งการหุ่นยนต์ผ่านสัญญาณ 5จี (5G) โดยภาพกระบวนการอัลตราซาวด์ทั้งหมดจะถูกฉายขึ้นบนจอขนาดใหญ่ด้านหน้าของพวกเขา

กระบวนการดังกล่าวได้รับความช่วยเหลือจากบริษัทไชน่ายูนิคอม (China Unicom) ผู้ให้บริการสื่อสารรายใหญ่ของประเทศจีน ที่เข้ามาช่วยสนับสนุนในด้านเทคนิคสแกนอัลตราซาวด์ทางไกล

ไชน่ายูนิคอมเผยว่า เทคโนโลยี 5G สามารถช่วยแก้ปัญหาการล่าช้าของการส่งวิดีโอและเสียงออนไลน์ได้ เนื่องจากมีการส่งผ่านที่รวดเร็วและโอกาสเสี่ยงการติดเชื้อต่ำ

ฉาวเจี๋ย ประธานโรงพยาบาลฯ เผยว่า ทางโรงพยาบาลมีแผนที่จะส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี 5G ในงานด้านอื่นๆ เช่น การประชุมการแพทย์และการให้คำแนะนำการผ่าตัดทางไกล ตลอดจนเหตุฉุกเฉินต่างๆ

ขอขอบคุณ

ข้อมูล :China Xinhua News
ที่มา :www.sanook.com/news/7764450/

4



กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ประกาศห้ามบริษัทเทคโนโลยีจีน 6 บริษัท ส่งออกสินค้าจากสหรัฐฯ โดยกล่าวหาว่า 4 จาก 6 บริษัทละเมิดมาตรการลงโทษของสหรัฐฯ ด้วยการสนับสนุนโครงการด้านการทหารของอิหร่าน ขณะที่อีก 2 บริษัทถูกกล่าวหาว่าทำหน้าที่เป็นผู้จัดหาเทคโนโลยีแก่องค์กรที่เกี่ยวข้องกับกองทัพจีน

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ยังได้สั่งห้ามบริษัทปากีสถาน 1 แห่ง และนิติบุคคลอีก 5 แห่ง ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จากการส่งออกสินค้าสหรัฐฯ เช่นกัน

รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐฯ วิลเบอร์ รอสส์ กล่าวว่า คำสั่งห้ามครั้งล่าสุดนี้คือการส่งคำเตือนไปยังบุคคลและนิติบุคคลทั่วโลกว่าจะต้องถูกลงโทษหากสนับสนุนกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน และการกระทำผิดกฎหมายอื่นๆ

“นอกจากนี้ สหรัฐฯ จะไม่ยินยอมให้จีนใช้ยุทธวิธีทางการทหารหรือพลเรือนใดๆ ก็ตาม ในการบ่อนทำลายความมั่นคงของสหรัฐฯ ผ่านแผนการถ่ายโอนเทคโนโลยีต้องห้ามที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีน” รัฐมนตรีรอสส์กล่าว

>> “ทรัมป์” ขู่จีน เจรจาการค้าสมัยหน้าหินกว่าเดิม อยากตกลงต้องเป็นตอนนี้

>> จีนผิดหวัง พร้อมจะตอบโต้ หากสหรัฐฯ ขึ้นภาษีสินค้า 2 แสนล้านดอลลาร์

>> อิหร่านถอนตัวจาก “ข้อตกลงนิวเคลียร์” บางส่วน พร้อมขีดเส้นตายป้องกันแซงก์ชัน

>> สหรัฐฯ ส่งกองเรือคุมตะวันออกกลาง ข่มอิหร่าน จีนฉุนยุ่มย่ามเกาะทะเลจีนใต้

>> ถอดรหัสจับลูกสาวบิ๊ก "หัวเว่ย" ชนวนเหตุสงครามการค้า "มังกร-อินทรี" ระลอกใหม่?

>> สหรัฐฯ กระหน่ำข้อหาหนัก “หัวเว่ย” ละเมิดคว่ำบาตรอิหร่าน-ขโมยเทคโนโลยี

>> แคนาดารวบตัวลูกสาวผู้ก่อตั้ง "หัวเว่ย" เตรียมส่งตัวดำเนินคดีที่สหรัฐ

ขอขอบคุณ

ภาพ :new.qq.com
ที่มา :www.sanook.com/news/7769986/

5

สร้างโปรดักส์อย่างไรให้โดนใจลูกค้า (Product Discover to Deliver)



เหตุผลสำคัญที่ทำให้ลูกค้าเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทหนึ่งแทนที่จะเป็นอีกบริษัทหนึ่ง หรือเลือกบริษัทคู่แข่งแทนที่จะเป็นบริษัทเรา นั่นก็คือ “สิ่งที่คุณนำเสนอคุณค่าให้กับลูกค้า”

“การเสนอคุณค่า (Value Proposition)” เป็นการช่วยแก้ปัญหาของลูกค้าหรือเป็นการตอบสนองบางสิ่งบางอย่างต่อความต้องการของลูกค้า ดังนั้นสิ่งที่บริษัทนำเสนอคุณค่าให้แก่ลูกค้าจะเป็นหมัดเด็ดที่เอาไว้ใช้ในการสร้างความแตกต่างระหว่างคุณกับคู่แข่ง

ในหนังสือ “INSPIRED: How to Create Tech Products Customers Love” เขียนโดย Marty Cagan จะเป็นการพูดถึงกระบวนการ “ค้นหาคุณค่าในสินค้าและบริการเพื่อส่งมอบคุณค่านั้นให้กับลูกค้า” โดยเน้นที่บริษัท Tech Company เป็นหลัก

จะเกิดอะไรขึ้น หากเราสร้างผลิตภัณฑ์ขึ้นมาชิ้นหนึ่งด้วยไอเดียสุดแสนบรรเจิด พัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ วิเคราะห์ตลาดแล้วว่ามีศักยภาพมากพอและทำแคมเปญการตลาดจนเกิดเป็นกระแสทอร์ค ออฟ เดอะ ทาวน์

แต่สุดท้ายแล้วกลับ “ไม่มีใครจ่ายเงินเพื่อซื้อมัน”

ในหนังสือจะพูดถึงองค์ประกอบที่สำคัญ ที่เป็นส่วนผสมในการสร้างผลิตภัณฑ์ให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 4 องค์ประกอบ คือ

1. The Right People
ทุกผลิตภัณฑ์เริ่มต้นที่ “คน” ดังนั้นคนจึงเป็นองค์ประกอบแรกสุดที่จะเป็นตัวชี้วัดว่าผลิตภัณฑ์นั้นจะประสบความสำเร็จหรือไม่

โดย Marty Cagan ได้ให้ความสำคัญกับ Product Team เป็นสำคัญ เขายังได้นิยามความหมายของ Product Team ไว้ด้วยว่า “กลุ่มคนที่มีความสามารถพิเศษที่หลากหลาย เข้ามาร่วมกันรับผิดชอบและรู้สึกร่วมถึงความเป็นเจ้าของในผลิตภัณฑ์ หรือตระหนักถึงความสำคัญในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์”

ทีมที่เป็นอุดมคติของ Marty Cagan คือ “Team of Missionaries” ไม่ใช่ “Teams of Mercenaries (ทีมทหารรับจ้าง)”

โดย Teams of Mercenaries จะทำเท่าที่บอก แต่สำหรับ Team of Missionaries จะเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์และมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาเพื่อลูกค้า

ผมมีเรื่องเล่าเรื่องที่น่าสนใจของประธานาธิบดี John F Kennedy ว่า

ในปี 1962 ขณะท่านประธานาธิบดี JFK ไปเยี่ยมที่ศูนย์วิจัยทางอวกาศนาซ่า (NASA) ท่านได้พบกับพนักงานทำความสะอาดที่กำลังถูพื้นคนหนึ่ง ท่านจึงถามเขาว่า “คุณกำลังทำอะไรอยู่ ”

ชายคนนั้นตอบประธานาธิบดีกลับไปด้วยน้ำเสียงที่ภาคภูมิใจว่า “ผมกำลังทำงานเพื่อช่วยส่งคนขึ้นไปเหยียบบนดวงจันทร์ครับ”

สำหรับผมแล้ว เรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่ดีมากๆ ที่แสดงให้เห็นว่า Team of Missionaries เป็นอย่างไร แต่เมื่อไรที่ทุกคนในทีมมองเห็นถึงเป้าหมายเดียวกัน ดวงจันทร์ก็คงไม่ไกลเกินเอื้อม

นอกจากนี้ Marty Cagan ยังได้พูดถึงหน้าที่และความรับผิดชอบของแต่ละตำแหน่ง เช่น Product Manager, Product Designer, Engineer, Product Marketing Mangers และ Supporting หรือแม้แต่ CTO

หากมีเวลาผมจะหยิบยกเอาแต่ละตำแหน่งมาพูดถึง แต่ถ้ารอไม่ไหวผมแนะนำให้ซื้อมาอ่าน รับรองคุ้มค่ากับราคาที่จ่ายไป

6
THAI ELEC VDO / data2 (file://Desktop-ue8t7p5/data2)
« on: September 18, 2018, 02:20:45 pm »
data2 (file://Desktop-ue8t7p5/data2)

9




นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอันดับต้น ๆ ของประเทศไทยนั้นอาจจะมีอยู่หลายคน แต่หนึ่งคนที่เป็นที่กล่าวขานถึงอย่างมากคนหนึ่งก็คือ ดร.เทียม โชควัฒนา เจ้าของ เครือสหพัฒนพิบูล จำกัด ที่สามารถสร้างยอดขายได้อย่างมหาศาลในแต่ละปี ทั้งนักธุรกิจและคนทั่วไปต่างไม่มีใครไม่รู้จัก

อีกทั้ง ดร.เทียม โชควัฒนา ยังเป็นนักธุรกิจต้นแบบให้แก่นักธุรกิจที่อยากประสบความสำเร็จอยู่อีกมากมาย ด้วยการบริหารงานอย่างมีปรัชญาจึงสามารถนำพาธุรกิจให้เจริญก้าวหน้าและมั่นคงมาถึงปัจจุบัน คนรุ่นใหม่และนักธุรกิจทั้งหลายจึงควรศึกษาและลองนำปรัชญาในการดำเนินธุรกิจของ ดร.เทียม โชควัฒนา ไปลองปรับใช้กันดู ซึ่งผู้เขียนได้อ่านหลัก 36 ประการแล้วนำมาสรุปให้อ่านกันพร้อมคำอธิบายได้ดังนี้


1. แม้มีความรู้น้อยแต่หากไม่เกี่ยงงานก็สามารถทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จได้
2. ใช้ความเที่ยงธรรมและความสุขุมเยือกเย็นในการบริหารงานคือหลักของนักบริหารที่ดี
3. ความขยัน ความอดทน รู้จักรักษาเครดิตที่ดี และเลือกคบคนดี เป็นหนทางแห่งการได้ร่วมงานหรือได้ทำธุรกิจกับคนดี ๆ
4. รู้จักเป็นร่มเงาที่ดีให้แก่บุคลากรและสังคม
5. รู้จักรักตนเอง รักครอบครัว และรักบริษัท


6. การใช้ความรู้และหมั่นบริหารความรู้ จะยิ่งช่วยทำให้ความรู้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
7. ขุมทรัพย์แห่งความรู้และประสบการณ์มาจากคนทั้งนั้นจึงต้องเรียนรู้คนให้มาก
8. ความรุนแรงเกิดขึ้นจากโทสะทั้งนั้น
9. ช่วยเหลือพวกพ้อง ไม่คอยทำลายกันเอง
10. หมั่นทบทวนอดีตเพื่อใช้เป็นประสบการณ์ และพัฒนาปัจจุบันเพื่ออนาคต


11. ยิ่งคนมากวาสนาก็ยิ่งมากขึ้น เมื่อทุกคนมาทำงานร่วมกันวาสนาก็จะมาอยู่ในที่เดียวส่งผลดีให้แก่บริษัท
12. ใช้เวลาให้เกิดประโยชน์เพราะทุกนาทีมีค่า
13. ปรับวิธีการทำงานให้เข้ากับสถานการณ์ในแต่ละช่วง
14. ความสำเร็จทุกอย่างเกิดขึ้นจากความเพียรพยายาม
15. ใช้สติปัญญาในการต่อสู้กับทุกอย่าง เพราะไม่มีอะไรที่ความพากเพียรจะชนะไม่ได้


16. ความรักและความสามัคคีในการทำงานจะช่วยสร้างความสำเร็จได้
17. นักธุรกิจต้องไม่หยุดนิ่ง ต้องคอยก้าวเดินอยู่ตลอดเวลาหากไม่อยากให้ธุรกิจล่าช้าหรือล้าหลัง
18. การใช้คำชมมากเกินไปจะทำให้คนระเริงมากไป แต่การติก็ควรใช้คำพูดที่ไม่ทำร้ายกันเกินไป
19. ใช้เสน่ห์ของมนุษย์เราให้เกิดประโยชน์ การยิ้มแย้มแจ่มใสจะช่วยทำให้ทุกอย่างลงตัวและดีขึ้น
20. พยายามทำดีแม้ว่ามันจะยากลำบากแต่ปลายทางจะเจอแต่สิ่งที่ดีเสมอ ความดีคือสิ่งที่อยู่ทนไปได้ตลอดเมื่อทำความดีสิ่งดี ๆ ก็จะวิ่งเข้ามาหาอยู่เสมอ


21. มนุษย์สัมพันธ์ที่ดี ความสุภาพอ่อนโยน รู้จักเก็บอารมณ์ จะสร้างสัมพันธ์ที่ดีให้แก่ธุรกิจได้เสมอ
22. ทุกความก้าวหน้าเกิดขึ้นจากการทำงานและการมีผลงาน คนเราหากยิ่งขยันทำงานมากเท่าไหร่ก็มีโอกาสสำเร็จได้มากเท่านั้น
23. ทีมงานที่ดีจะช่วยให้งานสำเร็จไปได้ด้วยดี การทำงานเป็นทีมคือหัวใจหลักของการทำธุรกิจทุกรูปแบบ
24. ผู้ที่รู้จักอดทนต่อปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ได้ดีกว่าคนอื่น จะเป็นคนที่สามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้
25. หมั่นกระจายความรู้สู่ลูกน้องเป็นการขยายงานได้ดีทีสุด การให้ความรู้แก่ลูกน้องคือการแบ่งปันที่ดีที่สุดและทำให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กรได้ดีที่สุด


26. ทรัพยากรที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งของโลกก็คือคนดี คนดีไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็จะทำให้องค์กรมีแต่ความเจริญก้าวหน้า
27. ความรู้เปรียบเสมือนขุมทรัพย์หากอยากมีความก้าวหน้าต้องขยันหมั่นเรียนรู้ คนเราไม่ว่าจะเก่งแค่ไหนก็ต้องรู้จักหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอและตลอดเวลา
28. ร่วมงานกับผู้อื่นด้วยความรักและความเข้าใจ การให้ความรักและความเข้าใจแก่คนรอบข้างทำให้เกิดความสุขในการทำงาน เมื่อมีความสุขทุกอย่างก็จะขับเคลื่อนไปอย่างง่ายดาย
29. ศึกษาคนเพื่อให้งานที่เหมาะแก่เขาเหล่านั้นได้ถูกต้อง คนเรามีความสามารถและความถนัดที่ต่างกันออกไป การศึกษาบุคลากรและมอบหมายงานที่เหมาะสมให้จะช่วยผลักดันให้ธุรกิจเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว
30. อย่าประมาทและหลงตัวเองเพราะอาจจะทำให้ทุกอย่างพังลงได้ เมื่อใดที่คนเราเริ่มหลงตัวเองความประมาทก็จะเกิดขึ้นและส่งผลเสียต่อธุรกิจได้


31. คนเรามีทั้งจุดเด่นและจุดด้อยเหมือนปลายเข็มที่แหลมเพียงข้างเดียว ควรศึกษาหาจุดเด่นของตนเองเพื่อนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และควรหาจุดด้อยของตนเองให้เจอเพื่อทำการแก้ไข
32. การงานต้องรู้จักพัฒนาและเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นตามกาลเวลา หากการทำงานผ่านมาไม่รู้กี่เดือนกี่ปีก็ยังคงทำงานได้เหมือนเดิมเสมอไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงแล้วจะสามารถเจอกับความสำเร็จได้อย่างไร


33. คนเราหากเก่งหรือมีความสามารถในด้านใดด้านหนึ่ง ก็ไม่ใช่ว่าจะเก่งได้ทุกด้าน เป็นสิ่งที่หัวหน้างานทุกคนต้องจดจำเอาไว้เพื่อใช้บริหารงานลูกน้องอย่างถูกต้องและลงตัว
34. ความรู้เป็นสิ่งที่ควรถ่ายทอดให้ก็อยู่เสมอ การถามช่วยทำให้เข้าใจและสามารถแก้ไขสิ่งต่าง ๆ ให้ดีขึ้นได้
35. หมั่นใช้พื้นฐานในการเรียนรู้อยู่เสมอ คือ การมอง การฟัง การคิด การถาม สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้สามารถเรียนรู้ได้อยู่เสมอ
36. ความสุขในชีวิตคือการมอบความเป็นเพื่อนให้แก่คนรอบข้าง


และนี่คือข้อสรุปจาก 36 ปรัชญาชีวิตของ ดร. เทียม โชควัฒนา นักธุรกิจผู้มากประสบการณ์และเป็นนักธุรกิจตัวอย่างของใครหลาย ๆ คน คนรุ่นใหม่จำเป็นต้องดูเป็นแบบอย่าง แม้วันนี้นักธุรกิจผู้นี้จะล่วงลับไปแล้วแต่ยังคงทิ้งปรัชญาในการดำเนินชีวิตและการบริหารธุรกิจเอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ สำหรับผู้ที่กำลังอยากสร้างความสำเร็จให้แก่ตนเองถ้าหากสามารถนำปรัชญาเหล่านี้ไปใช้ให้เข้ากับการดำเนินชีวิตและการทำธุรกิจ วันหนึ่งความสำเร็จอาจจะเข้ามาให้ได้เจอในไม่ช้า


10
FPGA / CPLD / FPGA Aplication
« on: August 06, 2018, 10:43:41 am »

FPGA ย่อมาจาก Field Programmable Gate Array เป็นวงจรรวมทางดิจิตอลที่คุณสามารถโปรแกรมวงจรหรือฟังค์ชันการทำงานลงไปภายในตัวชิฟได้เอง เหมาะสำหรับการออกแบบวงจรและการออกแบบชิฟต้นแบบของวงจรทางดิจิตอล ข้อดีคือ ง เปรียบเทียบกับการออกแบบวงจรดิจิตอลโดยการใช้ IC Gates หรือใช้ IC TTL หลายๆตัวบนแผ่น PCB เราสามารถออกแบบวงจร การเชื่อมต่อและคุณสมบัติต่างๆด้วย Software ได้ จากนั้นเมื่อทดลอง Simulate ได้ผลน่าพอใจแล้วจึงโปรแกรมลงบนชิฟ FPGA จะเห็นว่าการแก้ไขทำได้ง่าย เพียงแก้บน Software (เสมือนอุปกรณ์ดิจิตอลของคุณอยู่ในรูปของ Software แก้ไขง่ายและแลกเปลี่ยนกันใช้ได้) และทำการโปรแกรมใหม่ (โปรแกรมซ้ำได้) ลดความยุ่งยากจากการเปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่ การนำ IC จำนวนมากมาต่อกัน การออกแบบ PCB ใหม่ และความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้จากลายวงจร ลดการเกิดสัญญาณรบกวนจากการออกแบบ PCB และการใช้อุปกรณ์มากๆได้ ง เปรียบเทียบกับการออกแบบโดย ASIC การออกแบบวงจรรวม (IC) ต้นแบบโดย ASIC พัฒนาได้ยาก เนื่องจากการแก้ไขวงจรแต่ละครั้งหมายถึงการเริ่มต้นขบวนการใหม่ทั้งหมด เช่น การออกแบบ Layout และการทำบน Silicon wafer เป็นต้น รวมถึงทรัพยากรทั้ง Hardware และ Software ในการออกแบบมีราคาแพง ดังนั้น การนำ FPGA ไปช่วยในการออกแบบทำให้การพัฒนาและการแก้ไขทำได้สะดวกและประหยัดขึ้น






11
บางครั้งอาจจะมีคนสับสนกับคำว่า flip-chip pin grid array ซึ่งมีโครงสร้างตัวถังคล้ายๆ กัน

     FPGA จัดเป็น อุปกรณ์สารกึ่งตัวนำชนิดโปรแกรมได้ที่มีโครงข่ายการเชื่อมต่อภายในแบบแมตริกซ์ โครงสร้างภายในของ FPGA นั้นสามารถโปรแกรมให้มีหน้าที่การทำงานเหมือนลอจิกเกตพื้นฐาน เช่น AND, OR, XOR, NOT หรือรวมกันหลายๆ ชนิด (combinational logic) เพื่อให้ทำหน้าที่ที่มีความซับซ้อนเพิ่มขึ้น เช่น decoders หรือฟังก์ชันทางตณิตศาสตร์ ใน FPGAs ทั่วไป นอกจากจะประกอบด้วยส่วนของวงจรลอจิกแบบโปรแกรมได้แล้ว จะยังมีบล็อกของหน่วยความจำ ซึ่งอาจจะสร้างด้วยฟลิบฟลอปอย่างง่าย หรือใช้พื้นที่ของสารกึ่งตัวนำสร้างเป็นหน่วยความจำจริงๆ อยู่ภายในก็ได้

     ในการออกแบบวงจรดิจิตอลอิเล็กทรอนิกส์ ที่มี FPGA อยู่บนแผงวงจรด้วยนั้น จะช่วยให้ผู้ออกแบบสามารถลดขนาดของแผงวงจร รวมทั้งสามารถออกแบบได้รวดเร็ว ไม่ต้องทดสอบรายละเอียดภายในให้เสร็จสมบูรณ์ 100 % ก็สามารถออกแบบแผงวงจรได้ เมื่อได้รับแผงวงจรและประกอบอุปกรณ์ต่างๆ เสร็จแล้ว จึงค่อยกำหนดหน้าที่การทำงานของ FPGA ได้ในภายหลัง ต่างจากการออกแบบด้วยลอจิกเกตขนาดเล็ก ที่ต้องออกแบบทางเดินของลายทองแดงให้เสร็จสมบูรณ์ก่อน และไม่สามารถแก้ไขได้ในภายหลัง นอกจากนี้ การใช้งาน FPGA สามารถโปรแกรมการทำงานได้ในทุกขณะแม้แต่ขณะที่ส่งมอบงานแล้ว ก็ยังสามารถเข้าไปแก้ไขวงจรได้โดยง่ายดาย จึงเป็นที่มาของคำว่า "field programmable" ซึ่งก็หมายถึงโปรแกรมได้ในภาคสนามหรือที่หน้างานนั่นเอง อย่างไรก็ตามข้อกำหนด (Configuration) ของ FPGA จะหายไปหลังจากปิดไฟเลี้ยง ดังนั้น จะต้องมีหน่วยความจำภายนอก (Flash) มาคอยรักษาข้อกำหนดของ FPGA ไว้ ซึ่ง FPGA จะมีกระบวนการอ่านข้อกำหนดนั้นโดยอัตโนมัติหลังจากได้รับไฟเลี้ยง

     การทำงานของ FPGAs จะยังมีความเร็วที่ด้อยกว่าapplication-specific integrated circuit (ASIC) , และเมื่อเปรียบเทียบขนาดทางกายภาพ พบว่าจะมีความหนาแน่นของวงจรที่น้อยกว่า รวมทั้งใช้กำลังงานมากกว่า ASIC อย่างไรก็ตาม FPGA มีข้อได้เปรียบตรงที่ใช้เวลาในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ (time to market) ที่น้อยกว่า สามารถแก้ไขวงจรได้หลังจากที่ใช้งานจริงในภาคสนาม ,และมีค่าแรงในการดำเนินการที่ต่ำกว่า (non-recurring engineering) . นอกจากนี้ ยังมี FPGA ชนิดที่โปรแกรมได้ครั้งเดียว (OTP) ซึ่งมีราคาที่ต่ำกว่าโดย FPGA ชนิดนี้เมื่อโปรแกรมแล้วจะคล้ายกับ ASIC นอกจากนี้ยังมีการรวมหน่วยความจำ config เข้าไว้ในอุปกรณ์ FPGA ซึ่งจะยังคงอยู่แม้ปิดไฟเลี้ยง เรียกว่า Complex programmable logic devices [1] (CPLD)

12




สิ่งที่ผู้เขียนพอจะนึกออกจากประสบการณ์การเล่นแชร์ที่ผ่านมา ก็มีดังนี้
 

เล่นแชร์สนุก ๆ หากไม่ต้องการใช้เงินก็รอเปียเป็นคนหลัง ๆ
ถ้าต้องการใช้เงินก่อน สามารถเปียแชร์มาใช้ก่อนได้ ค่อยส่งคืนเป็นงวด ๆ ทีหลังจนครบ
หัวหน้าวงแชร์หรือเท้าแชร์ เป็นคนสำคัญที่สมาชิกทุกคนจะต้องไว้วางใจเพราะเป็นคนที่จะต้องรับผิดชอบหากว่ามีลูกแชร์คนได้เปียแล้วเชิดเงินไป ต้องสามารถตามทวงได้ บ่อยครั้งที่หัวหน้าวงเองนี่แหละตัวดีเป็นคนเชิดเงินไปตั้งแต่งวดแรก
ดอกเบี้ยของแชร์แต่ละวงนั้นอาจสูงหรือต่ำต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าสมาชิกในวงแชร์นั้นต้องการใช้เงินหรือไม่ หากทุกคนต้องการใช้เงินแย่งกันเปียแชร์ดอกเบี้ยก็จะสูง แต่บางวงแชร์ก็แทบไม่มีใครอยากเปีย อยากจะรอรับดอกเบี้ยในมือหลัง ๆ กันทุกคน ดอกเบี้ยก็เลยต่ำจนสมาชิกบางคนถึงกับต้องยอมเปียแชร์มือกลาง ๆ เพื่อเอาเงินที่ได้ไปฝากธนาคาร เขาบอกว่ายังได้ดอกเบี้ยมากกว่าเสียอีก
ดอกเบี้ยของการเล่นแชร์ส่วนมากจะเป็นแบบดอกหัก คือ คนที่เปียแชร์ได้จะถูกหักดอกเบี้ยออกก่อน ได้เงินไม่เต็ม
บางคนก็ตั้งวงแชร์สนุก ๆ ไม่มีดอกเบี้ย ใช้วิธีการจับฉลากเพื่อหาคนที่จะได้เงินไปใช้ก่อนในแต่ละงวด
วงแชร์ยิ่งมีหลายมือยิ่งเสี่ยงมาก เพราะกว่าจะได้เงินคืนนั้นนานมากบางทีเป็นปี
ความเสี่ยงขึ้นอยู่กับคนที่เปียแชร์ไปก่อน ว่าไว้ใจได้มากขนาดไหน ดังนั้นไม่ใช่แต่หัวหน้าวงแชร์เท่านั้นที่สำคัญ แต่สมาชิกในวงแชร์คนอื่นก็สำคัญด้วยค่ะ
ถ้าเล่นแชร์ในวงที่เขาเล่นกันจริงจัง หากว่าสมาชิกทุกคนเรารู้จัก และเล่นกันมานานหลายครั้ง การเลือกเปียเป็นคนสุดท้ายจะได้ดอกเบี้ยดีกว่าฝากธนาคารแน่นอน มีบางวงแชร์เห็นว่าได้ดอกเบี้ยสูงถึง 30% ก็มี
การเล่นแชร์กันเองในหมู่เพื่อนฝูงไม่ได้ทำเป็นธุรกิจไม่ถือว่าผิดกฎหมาย แต่การเล่นแชร์จะถูกคุ้มครองด้วยพระราชบัญญัติการเล่นแชร์ พ.ศ. 2534 ที่จะบอกรายละเอียดการเล่นแชร์อย่างไรให้ถูกต้องตามกฎหมาย
ข้อดีข้อเสียของการเล่นแชร์
เท่าที่อ่านมาก็สรุปได้ถึงข้อดีของการเล่นแชร์ ว่าเป็นทั้งเงินออมและเงินกู้ฉุกเฉิน เป็นการเข้าสังคมประเภทหนึ่ง นักธุรกิจหลายคนก็รวมตัวกันเล่นแชร์ ทุกครั้งที่จะมีการเปียแชร์ก็นัดกันกินเลี้ยงเดือนละครั้ง ส่วนข้อเสียก็คือเป็นการออมที่มีความเสี่ยงในการที่เงินต้นจะหายได้เหมือนกัน หากว่าคนที่เปียก่อนเกิดหนีไป หัวหน้าวงแชร์ตามเงินกลับมาไม่ได้หรือไม่รับผิดชอบ เรื่องดอกเบี้ยนั้นก็ถือว่าค่อนข้างดีหากจะเทียบกับการฝากเงินกับธนาคาร แต่ก็เป็นเพราะความเสี่ยงของเงินเรานั่นเอง

ผู้เขียนเองเป็นคนที่มีประสบการณ์ในการเล่นแชร์ไม่มากนัก เคยเล่นกับเพื่อนร่วมงานไม่กี่ครั้งเท่านั้น น่าจะไม่เกิน 3 ครั้ง แต่เชื่อไหมคะว่าโดนโกงไป 1 ครั้ง มีสมาชิกคนหนึ่งที่เปียแชร์ไปหนีไปไม่ยอมจ่าย ก็เลยเลิกเล่นแล้วก็ให้คนที่เปียแชร์ก่อนมาจับคู่กับคนที่ยังไม่เปียชดใช้กันไปเอง โชคดีที่แชร์วงนั้นเล่นมาได้ซักครึ่งทางพอดี ก็เลยจับคู่กันได้แบบพอดีด้วยและหลังจากนั้นก็ไม่ได้เล่นแชร์อีกเลย

แปลเงินแชร์เป็นเงินออมอย่างไร
ใครที่กำลังเล่นแชร์อยู่โดยคิดว่าเป็นการออมเงิน ให้ลองแปลเงินแชร์นั้นมาเป็นเงินออมของเราเองดีกว่าไหมคะ แม้ว่าจะได้ผลตอบแทนไม่มากเท่า แต่รับประกันเรื่องความเสี่ยงได้ดีกว่าแน่นอนค่ะ เชื่อว่าคนที่เคยเล่นแชร์มาต้องเคยโดนโกงกันไปบ้าง แล้วก็ต้องมานั่งเสียดายเงินที่ตามเก็บได้บ้างไม่ได้บ้าง

ออมเงินโดยให้คิดว่าเป็นการเล่นแชร์กับตัวเองด้วยวิธีง่าย ๆ คือ ทุกครั้งเมื่อมีรายได้เข้ามา ให้แบ่งเงินไว้เหมือนกับว่าเราจะต้องส่งค่าแชร์ค่ะ สมมติกับตัวเองว่าเราจะเล่นแชร์กับตัวเอง 10 มือ มือละ 1,000 บาท ก็ส่งค่าแชร์ 1,000 บาททุกเดือน แล้วก็ส่งค่าแชร์นี้เข้าไปในบัญชีเงินฝากธนาคารชื่อเรา ส่งค่าแชร์ที่เล่นกับตัวเองให้ครบ 10 มือ พอครบเราจะเห็นเงินครบ 10,000 บาท บวกด้วยดอกเบี้ยนิดหน่อย ใกล้เคียงกับที่เราเล่นแชร์และรอเปียเป็นมือสุดท้ายค่ะ แต่ที่ต่างกันก็คือในระหว่างที่เราเล่นแชร์กับตัวเองนั้น เราไม่ต้องกังวลอะไรทั้งสิ้น ว่าจะมีใครโกงเงินค่าแชร์เราไปหรือไม่ เงิน 1,000 บาททุกงวด จะอยู่ในที่ปลอดภัย เมื่อถึงเวลาเงินแชร์ก็จะกลายเป็นเงินก้อนให้เรานำไปใช้ตามเป้าหมายที่เราคิดไว้ตั้งแต่เริ่มเล่นแชร์ เช่น ใช้ท่องเที่ยว เรียนพิเศษ หรือให้พ่อแม่

เปลี่ยนเงินแชร์มาเป็นเงินออมที่ทำให้เรารู้สึกปลอดภัยไร้ความเสี่ยงกันดีกว่าค่ะ ยิ่งถ้าเป็นการเล่นแชร์กับคนที่เราไม่รู้จักสนิทสนมด้วย หรือเล่นแชร์ออนไลน์โดยที่เราไม่เห็นหน้ากันแบบนี้ ไม่ควรเล่นเลยค่ะ ตอนนี้ไม่มีปัญหา แต่เราไม่รู้หรอกว่าปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เอาเงินค่าแชร์มาเก็บเป็นเงินออมของตัวเราเองดีกว่าค่ะ


13




 เสี่ยแตงโม … จาก 80,000 สู่พันล้าน

มือข้างหนึ่งถือกรรไกรค่อย ๆ บรรจงจัดแต่งทรงผมลูกค้าให้เข้าที่
ทันใดนั้นก็มีรถป้ายแดงขับมาจอดที่หน้าร้าน พร้อมกับตะโกนเรียกช่างตัดผม … “แตงโม” อยู่มั้ย
.
เปล่าครับ เค้าไม่ใช่ลูกค้า แต่เป็นเพื่อนกัน ต้องการมาโชว์รถใหม่ พร้อมบอกว่า “รถคันนี้หุ้นให้มา”

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ “เสี่ยแตงโม” ที่กำเงิน 80,000 บาท จากการตัดผม เข้าสู่ตลาดหุ้น ปั้นพอร์ตจนมาเป็นหลักพันล้านบาทในวันนี้
..
เค้าทำได้อย่างไร และมีอะไรที่เราสามารถเรียนรู้จากชีวิตเค้าได้บ้าง วิตามินหุ้นมีคำตอบให้คุณครับ
.
-----------------------------------------------------------------
..
เสี่ยแตงโม หรือ "สมเกียรติ ธนัตถ์เจริญกุล" นักลงทุนจากหาดใหญ่ ก้าวเข้าสู่ตลาดหุ้นเมื่อปี 2533 ก่อนซัดดัมบุกยึดคูเวตเพียงแค่ 2 อาทิตย์ แต่นั่นก็เพียงพอกับการทำให้เงินต้นเหลือแค่ 30,000 บาท เพราะหุ้น 2 ตัวที่เขาซื้อ คือ TGCI กับ NAVA (นวธนกิจ) ตกติดฟลอร์
.
เล่นหุ้นขาดทุนจนเพื่อนบอกว่า “ถ้ามึงเล่นหุ้นอย่างนี้กลับไปตัดผมเหอะ” เล่นอย่างมึงน่ะ "เจ๊ง" คำพูดของเพื่อนมันเจ็บมาก แต่ก็ทำให้เสี่ยฮึดสู้และบอกกับตัวเองว่า “กูจะประสบความสำเร็จกับหุ้นให้ได้" โดยใช้เวลา 4 ปี ศึกษาหาความรู้ในการลงทุน และไปยืมเงินแม่มาอีก 50,000 บาท เพื่อตั้งต้นขอสู้ใหม่อีกซักตั้ง และรอบนี้เค้าทำได้
.
ซื้อวันนี้ขายพรุ่งนี้ เล่นเก็งกำไรอย่างเดียว กำไรทีละเป็นล้าน บางทีกำไรเดือนละ 8 ล้านบาท จาก 80,000 เลยกลายมาเป็น 10 ล้านบาทในเวลาไม่นาน
.
จากหลักสิบมาเป็นหลักร้อย ด้วยเงินกู้นอกระบบ กู้ล้านนึงจ่ายดอกวันละ 2,500 บาท แต่เขามองว่าคุ้มเพราะเน้นเล่นสั้นอยู่แล้ว บวกกับเล่น Warrant ทำให้พอร์ตโตเร็วขึ้นไปอีก
.
แต่ทว่าจากหลักร้อยมาสู่พันล้านกลับกลายเป็นการลงทุนในหุ้นพื้นฐานดี มีการเติบโต เพราะเสี่ยแตงโมบอกว่า ชีวิตเค้าแขวนอยู่บนเส้นด้ายมาเป็นสิบ ๆ ปี เค้าเริ่มถอยห่างจากหุ้นเก็งกำไร หันมาเล่นหุ้นตัวใหญ่เพื่อลดความเสี่ยงจากการผันผวนของราคา และเขาก็ทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำจาก TOP กับ PTT หรือแม้แต่ตัวล่าสุดที่เราเห็นเขาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ นั่นก็คือ EA
.
====================================
.
** สรุปหลักการลงทุนของเสี่ยแตงโม **
.
1) เล่นหุ้นขาขึ้น ซื้อตัวที่ New High ด้วยสูตร 5-3-2
.
ด้วยความเชื่อที่ว่า “ของดีต้องแพงที่สุด” เพราะเคยซื้อหุ้นก่อนแนวโน้ม คิดว่าเดี๋ยวมันจะต้องขึ้น แต่สุดท้ายมันก็ไม่ขึ้น กลายเป็นว่า ซื้อดักรอ ต้องรอดักดาน เลยเลือกที่จะรอให้มันแสดงออกมาก่อนว่าดีจริง แล้วซื้อตาม บางครั้งซื้อที่ Ceiling แล้วไปขายที่อีกซิลลิ่ง โดยซื้อครั้งแรก 50% ถ้ามันขึ้นซื้ออีก 30% ถ้าขึ้นอีกซื้ออีก 20% แต่ถ้าซื้อแล้วมันลงจะหยุดซื้อทันที
.
2) หุ้นขาลง แม้ขาดทุนก็ต้องขาย
.
ถ้าซื้อแล้วมีคนขายใส่ ดันราคาหุ้นขึ้นไปไม่ได้ แสดงว่าเจอตอ ผู้ที่อยากขายใหญ่กว่าเรา ให้ถอยทันที ขายทิ้งทุกราคา แม้ใครจะบอกว่าหุ้นตัวนั้นดีมาก ระยะกลางดี ถ้าดีจริงมันต้องไม่ลง โดยยึดคติที่ว่า
.
“น้ำกำลังเชี่ยว อย่าเอาเรือไปขวาง จำไว้เวลาหุ้นขาลง แม้ขายขาดทุนก็ต้องขาย ต้องยอมเสีย Civic ไปหนึ่งคัน ไม่งั้น Mercedes-Benz คุณหาย!!"
.
ต่างกับคนส่วนใหญ่ที่มักจะกล้าถือตัวที่ขาดทุน เพราะว่าทุกคนคิดว่าเดี๋ยวมันก็ต้องขึ้น แต่คำถามก็คือ แล้วเมื่อไหร่จะขึ้น ตอนขายทำใจไม่ได้เพราะขาดทุนเยอะ
.
3) ก่อนซื้อหุ้นต้องทำการบ้าน ยิ่งเจ๊งยิ่งต้องทำการบ้าน
.
ก่อนที่เราจะซื้อหุ้นตัวไหน ต้องทำการบ้านมาให้ดีก่อน ดังนั้นเมื่อเราซื้อมันต้องขึ้น ถ้ามันลงก็ขายเหอะ เดี๋ยวขาดทุนเยอะ แล้วกลับไปทำการบ้านใหม่
.
เช่นกันเวลาเจ๊ง เวลาขาดทุน ต้องกลับมาทำการบ้านทุกครั้ง เช่น ดูบทวิเคราะห์เขาแนะให้เรา ซื้อ แต่มันไม่ขึ้น หรือ ขึ้นมาแล้ว แล้วเราดันซื้ออีก เวลาเค้าแนะให้ซื้อ ต้องดูที่ผ่านมาด้วยว่ามันขึ้นแล้วหรือยัง ขึ้นไปแล้วกี่เปอร์เซ็นต์ ถ้าเกินสามสิบก็หยุดเหอะ อย่างไปซื้อมันเลย เพราะมาร์เก็ตเมกเกอร์อาจจะพอใจในตรงนั้นแล้ว
.
4) ตลาดไซด์เวย์ให้หยุดดู ตลาดขาลงให้เลิกลงทุน
.
ถ้าช่วงไหนสถานการณ์ไม่ดี เช่น มีปัญหาภาษีการค้าระหว่าง จีน กับ สหรัฐ แม้อาจดูว่าไม่มีอะไร แต่รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ ก็ไม่ควรประมาท ให้หยุดดูท่าที บางทีหุ้นพื้นฐานที่เราชอบอาจเป็นสิ่งที่พวกขาชอร์ตใช้ตรงนี้เป็นเป้าหมาย ก็ต้องระวังตัวเพิ่มหลายเท่า
.
5) ลงทุนระยะยาวกับบริษัทที่พื้นฐานดี
.
ศึกษาข้อมูลของบริษัท ดูการเติบโต ดูกำไรในอดีต แล้วก็ดูโครงการต่าง ๆ ที่กำลังจะเกิด กำไรจะเป็นอย่างไร ไม่ได้คิดเข้าข้างตัวเอง ใช้เงินเย็น ไม่ได้เดือดร้อนเงิน ไม่มีความจำเป็นที่ต้องขายหุ้นที่คิดว่าดีมาก ก็จะถือไปเรื่อย ๆ เพราะเขาเคยพลาดขาย AOT ไปตอน 79-80 บาท (ตอนพาร์ 10 บาท) ถ้าถือไว้ก็ไม่รู้กำไรเท่าไหร่ต่อเท่าไหร่แล้ว
.
6) Leverage ด้วยเงินกู้นอกระบบ
.
ผมเป็นคนกล้ารวยครับ ชีวิตผม ผมกลัวอย่างเดียว คือไม่รวย เวลาผมเจอหุ้นที่ดีมาก ผมบอกคนรู้จักว่า คุณไปขายบ้านคุณ มาซื้อหุ้นตัวนี้ ผมรับรอง รวยแน่นอน นี่คิอคำพูดที่เสี่ยแตงโมเคยพูดสมัยก่อน และใช้เงินกู้นอกระบบในการขยายพอร์ต ซึ่งต้องบอกว่ากล้าได้กล้าเสียมาก
.
แต่ในวันนี้ เขาบอกว่า นักลงทุนมิควรทำแบบผม เพราะมันเสี่ยงมาก ๆ ครับ จริง ๆ แล้ว นักลงทุนควรจะใช้วงเงินที่บริษัทหลักทรัพย์ที่นักลงทุนได้ลงทุนอยู่ทุกวันนี้ เรียกว่า บัญชีเครดิตบาลานซ์ เท่านั้นพอ เพราะไม่อย่างนั้นมันก็ไม่ต่างกับการเอาชีวิตไปยืนอยู่บนเส้นด้าย
.
==========================
.
** มองจากมุมวิตามินหุ้น **
.
1) พอร์ตเล็กปั้นให้ใหญ่ทำได้จริง
.
ผมเห็นนักลงทุนเก่ง ๆ หลายคนที่เริ่มต้นจากหลักแสนกลายเป็นร้อยล้าน พันล้าน ว่าทำได้จริง แต่เขาเหล่านั้นมีความกล้า ความปราราถนาอย่างแรงกล้าที่จะทำให้สำเร็จ วิธีการอาจต่างกัน แต่เมื่อมีเป้าหมายที่ชัดเจน เดินไปเรื่อย ๆ ให้ถูกทาง ยังไงก็ไปถึง
.
2) นักรบทุกคนย่อมมีบาดแผล
.
แทบจะน้อยคนมากที่ซื้อหุ้นถูกตัวและกำไรมาตลอดทาง ส่วนมากที่เห็นคือ ล้มลุกคลุกคลานมาตลอด ขาดทุนแทบหมดตัว แต่สุดท้ายก็กลับมาได้ ผมว่าเพราะ 2 อย่าง คือ “กลัวไม่รวย” กับ “ขยันทำการบ้าน” ตรงไหนผิดรู้ว่าจะต้องแก้ไขอย่างไร แล้วคราวหน้าอย่าผิดซ้ำ
.
3) ความเสี่ยงลดลงตามอายุที่มากขึ้น
.
หลายคนอีกเหมือนกันที่ตอนวัยรุ่น บู๊ล้างผลาญมาก กล้าได้กล้าเสีย แต่พออายุมากขึ้นเริ่มมีความคิดที่ไม่อยากเสี่ยงแล้ว อย่างเสี่ยแตงโม ก็เอาเงินไปซื้อที่ดินที่เชียงใหม่ กะว่าลูกสาวจบโทจากสวิตเซอร์แลนด์มาจะสร้างโรงแรมให้ลูก ที่หาดใหญ่ก็มีทำอสังหาให้เช่า พอร์ตหุ้นก็เปลี่ยนไป เน้นลงทุน 70% และเก็งกำไร 30%
.
4) ผสมผสานทั้งเทคนิค พื้นฐาน และจิตวิทยา
.
คนเก่ง ๆ หลายคน ไม่ได้ยึดถือแนวทางของตัวเองเป็นหลักแต่อย่างเดียว แต่ว่าก็ยังเปิดรับฟังความเห็นคนอื่น หรือแนวทางแบบอื่นเข้ามาผสมผสาน คนที่ดูปัจจัยพื้นฐาน ก็ยังอาศัยกราฟเข้ามาจับจังหวะ หรือก็ยังต้องดูจิตวิทยามวลชน sentiment ของตลาด เข้ามาผสมผสาน
.
..
อยากให้ทุกคนลองศึกษา หลักการลงทุนของเสี่ยแตงโมเป็นตัวอย่าง แล้วลองเอาไปปรับใช้กันดูนะครับ เพราะไม่ใช่ว่าหลักการทุกอย่างจะเหมาะสมกับตัวเรา บางอย่างก็ทำให้เลือดสูบฉีดหัวใจมากเกินไป ลองเอาไปปรับใช้ให้เข้ากับตัวเราเองกันดู ไม่แน่ว่าอีกสิบปีข้างหน้า คุณก็จะมีพอร์ตหลักพันล้านได้เช่นกัน
.
ป.ล. ขอบคุณพี่ Ake Thamrong ที่โพสต์เรื่องนี้ ทำให้ผมเข้าไปค้นหาข้อมูลต่อ ขอบคุณข้อมูลจาก www.hoonsmart.com หุ้นสมาร์ท - HoonSmart : เสนอความจริง ทุกการลงทุน และกรุงเทพธุรกิจ Biz Week
.
#เสี่ยแตงโม #วิตามินหุ้น



14




1 จง “กล้า” ก่อน “เก่ง” ไม่ว่าจะทำอะไร จงเชื่อมั่นและกล้าที่จะลงมือทำ อันนี้ถูกเลยครับ อย่างน้อยลงมือทำ ก็จะได้เรียนรู้จากข้อผิดพลาดของตัวเอง

2หัดทำงานให้มากกว่าเงินเดือน สิ่งที่ได้รับจากการทำงานหนัก คือ ประสบการณ์ เพราะมันอาจจะมีค่าสูงกว่าเงินเดือนที่เราได้หลายเท่า ผมทำข้อนี้ตลอดการทำงานการเป็น

3พนักงานกินเงือน ชอบอาษา ทำแผนกอื่นไปเรื่อยครับ ถ้าพูดหยาบคือ “เผือกทุกงาน” ฮา..
ถ้าไม่มีเงินทุน ให้เริ่มที่ความสามารถ ความสามารถที่มี คือ ตัวสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้น ผมเปิดบริษัท 2 บริษัท แบบไร้เงินทุน ทุกอย่างทำเองหมด ดังนั้น อะไรที่สร้างเงิน แต่ไม่มีเงินจ้างคนมาทำงาน ก็ต้องเพิ่มความสามารถของเราแทนครับ

4ประสบการณ์กับความสามารถมาก่อนเงิน เพราะเงินจะตามมาเมื่อเรามีประสบการณ์และความสามารถ

5อย่าเก่งเกินกว่าภาพ เดี๋ยวนี้คนชอบสร้างภาพว่าเก่งเกินความสามารถ อยากได้รายได้สูงๆ ถามตัวเองก่อนมีความสามารถอะไรไหม?  อันนี้ผมเจ็บใจจีดครับ เพราะชอบสร้างภาพ ฮ่าๆ เทห์แต่ไม่มีจะกิน...

6ทำงานให้ดีก่อน อย่าเอาแต่เรียกร้องเงิน ตรงตัว – ตามนั้น

7อย่าพูดว่า “ไม่มีเวลา” เราเวลามีเสมอ ถ้าเราอยากจะทำมันจริงๆ พูดอีกก็ถูกอีกครับ ผมก็ชอบอ้างเป็นประจำเฮ้อ…

8ถ้าตั้งใจกับชีวิตมากพอ ฟ้าต้องส่งอะไรมาให้ อย่าสิ้นหวัง อย่าท้อแท้ อดทนมันต่อไปด้วยความตั้งใจ

9คนเป็นหนี้ ไม่ได้ฆ่าใครตาย เป็นหนี้ไม่ใช่ความผิด แต่เป็นหนี้ต้องใช้คืน และที่สำคัญ เป็นหนี้ต้อง “สู้”

10ถ้าเข้าใจในทุกๆมุม ธุรกิจเกิดขึ้นได้เสมอ มองให้ออกว่าแต่ละคนต้องการอะไร

11แพ้ศึกแต่ชนะสงคราม แพ้กี่ครั้งไม่ว่า ขอให้สุดท้ายชนะ

12No Selling , No Business สิ่งสำคัญกับธุรกิจคือความสามารถในการขาย

13กำลังใจสำคัญมาก เพราะมันคือเรื่่องดีเล็กๆในวันที่มีแต่เหตุการณ์ร้ายๆ และมันทำให้ชีวิตเรามีก้าวต่อไป…

14คนเราไม่ต้องรอ “ดี” หรือ “รอด” ก่อน รู้อะไรที่ช่วยคนอื่นได้ ลงมือทำเลย

15Know How ไม่เท่ากับ Know WHO รู้อย่างไรไม่สู้ “รู้จักใคร” ผมแว๊บนึกคำขึ้นมาได้ว่า นกไม่มีขน คนไม่มีเพื่อน ขึ้นสู่ที่สูงไม่ได้

16Passive Income คือ เครื่องมือที่ทำให้ชีวิตสบายขึ้น แต่มันไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต

17เงินทำร้ายเรามากกว่าคนทำร้ายเรา เงินทำให้คนดูถูกและดูแคลนเราได้อย่างเจ็บปวด

18ชีวิตเราเอียงเพราะเสียงคนอื่น อย่าไปฟังเสียงคนอื่นมากกว่าตัวเอง

19อยากรู้ อยากทำอะไร ให้ลองทำดู การเริ่มต้นที่แท้จริง คือ การลงมือทำ

20(Combo) 10 ข้อคิดการเงินทิ้งท้าย
1. วิธีปลดหนี้ดีที่สุดคือสร้างทรัพย์สิน

2. กระแสเงินสดสำคัญที่สุด

3. High Understanding High Return

4. การลงทุน = แผนการ

5. เงินวิ่งตามคุณค่า

6. ทรัพยากรทั้งโลกเป็นของเรา

7. กติกาพิเศษมีไว้สำหรับคนพิเศษ

8. ยิ่ง Share ยิ่งมั่งคั่ง

9. อิสรภาพทางการเงิน เกิดขึ้นเมื่อคิดออกและเข้าใจ

10. ความรู้ทางการเงินที่สำคัญที่สุด คือ การรู้จักและเข้าใจตัวเองขอบคุณพี่หนุ่ม จักรพงษ์ เมษพันธ์ุ

สำหรับประสบการณ์ชีวิต ที่มีทั้งความฮา

ความซึ้ง แถมยังเจือปนไปด้วยสาระและข้อคิด

‪#‎MoneyCoach‬ ‪#‎MoneyLiteracyThailand‬


15
เป้าหมายการลงทุน / ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ถ้าคิดจะเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นอย่างเป็นเรื่องเป็นราว สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ เราควรจะมี “เป้าหมายในการลงทุน” อย่างชัดเจนเพื่อที่ว่าเราจะได้รู้ว่าเราสามารถทำได้ตามเป้าหมายไหม เพราะถ้าทำไม่ได้ในแง่ที่ว่าเราทำได้ต่ำกว่าเป้าหมายมากติดต่อกันนาน เราก็อาจจะต้องเลิกหรือเปลี่ยนวิธีการลงทุนใหม่ มิฉะนั้นแล้วเราก็จะเสียหายหนักโดย “ไม่รู้ตัว” เราอาจจะได้รับ “ความบันเทิง” และความตื่นเต้นสนุกสนานจากการเห็นหุ้นขึ้นลงและเม็ดเงินกำไรที่เกิดขึ้นรวดเร็วในบางครั้งและได้ “ลุ้น” อยู่ตลอดเวลา แต่ทั้งหมดนั้นต้องจ่ายด้วยราคาที่แพงมาก ในทางตรงกันข้าม ถ้าเราสามารถทำได้ตามหรือดีกว่าเป้าหมายที่ถูกกำหนดไว้อย่างดีและสมเหตุสมผล อนาคตทางการเงินและชีวิตเราก็จะดีขึ้นมาก

    เป้าหมายแรกที่ผมคิดว่าเป็นเป้าหมายใหญ่และสำคัญมากเพราะมันจะเป็นตัวกำหนดกลยุทธ์และเป้าหมายต่อ ๆ ไปก็คือเป้าหมายที่ว่าเรา “ลงทุนเพื่อการเกษียณ” หรือสำหรับบางคนที่อาจจะมีเงินมากพอที่จะใช้จ่ายไปได้ตลอดชีวิตอยู่แล้วก็คือ “ลงทุนเพื่อเป็นมรดก” ให้ลูกหลานหรือบริจาคให้คนอื่นเมื่อตนเองตายไปแล้ว นี่เป็นเป้าหมายที่จะคอยเตือนให้เราลงทุนอยู่ตลอดเวลาและไม่เอาผลตอบแทนจากการลงทุนมาใช้ฟุ่มเฟือยในยามที่เรายังสามารถหาเงินจากการทำงานได้อยู่ ดังนั้น ไม่ว่าเราจะได้กำไรหรือปันผลจากการลงทุนเท่าไร เราจะต้องเอาเงินนั้นกลับไปลงทุนต่อเพื่อให้มัน “ทบต้น” ไปเรื่อย ๆ ซึ่งจะทำให้พอร์ตเงินลงทุนของเราโตขึ้นในอัตราเร่งตลอดเวลาและกลายเป็น “สิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก” ที่จะทำให้เรารวยหรือมั่งคั่งอย่าง “ไม่อาจจะคาดคิดได้”

    เป้าหมายข้อสองก็คือ เราจะต้องทำผลตอบแทนแบบทบต้นในระยะยาวซึ่งอาจจะเป็นสิบหรือหลายสิบปีในอัตราไม่ต่ำกว่า 10% ต่อปี บางคนที่คิดว่าตนเองมีฝีมือในการลงทุนมากกว่าคนอื่นอาจจะตั้งเป้าหมายสูงกว่านั้น แต่การตั้งสูงขนาด 20% หรือมากกว่าในระยะยาวแล้ว ผมคิดว่าเป็นไปได้ยากมากยกเว้นแต่ว่าขนาดของพอร์ตลงทุนยังเล็กและตนเองสามารถที่จะเสี่ยงลงทุนแบบ “กล้าได้กล้าเสีย” และไม่ได้มีภาระทางการเงินอะไรที่จะต้องเดือดร้อนหนักถ้าเกิดความเสียหาย โดยทั่วไปผมเองคิดว่าการตั้งเป้าผลตอบแทนทบต้นต่อปีในระยะยาวนั้นอย่างสูงสุดไม่ควรจะเกิน 15% ต่อปีสำหรับคนที่ “เก่ง” ที่สุด และการวัดผลตอบแทนแบบที่จะมีความหมายจริง ๆ ก็คือเริ่มต้นเมื่อเขามีพอร์ตลงทุนไม่ต่ำกว่า 5-10 ล้านบาทขึ้นไปสำหรับ “คนกินเงินเดือน” ที่ไม่ได้มีเงินต้นทุนจากครอบครัวมาก่อน

    เป้าผลตอบแทนทบต้นปีละ 10% นั้น หลายคนอาจจะคิดว่าง่ายเพราะเขาเชื่อนักวิชาการหรือกูรูที่บอกว่าผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาวของตลาดหุ้นคือ 10-12% ต่อปี แต่นั่นคืออดีตและเกิดขึ้นในประเทศ

    หรือสังคมที่เศรษฐกิจเติบโตเร็วแบบมหัศจรรย์อย่างตลาดอเมริกาหรือไทยในช่วงหลายสิบปีก่อน ซึ่งสำหรับผมแล้วอนาคตอาจจะไม่ได้เป็นอย่างนั้น ดังนั้น ถ้าใครคิดจะซื้อกองทุนอิงดัชนีเพื่อจะได้ผลตอบแทนทบต้นปีละ 10% อาจจะต้องมั่นใจว่าตลาดหุ้นที่เราจะลงทุนนั้นจะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจมหัศจรรย์ในอนาคตอีกเป็นสิบ ๆ ปีข้างหน้าด้วย

    เป้าหมายต่อมานั้นสำหรับคนที่ต้องการลงทุนเองไม่ซื้อหน่วยลงทุนที่ต้องเสียค่าบริหารตลอดเวลาซึ่งเป็นต้นทุนที่สูง ผมคิดว่าคือการตั้งเป้าว่าเราจะสามารถ “เอาชนะตลาด” ได้ไม่ต่ำกว่ากี่เปอร์เซ็นต์ต่อปีโดยเฉลี่ย สำหรับเป้าหมายนี้ วอเร็น บัฟเฟตต์ ในขณะที่เริ่มตั้งกองทุนเพื่อบริหารเงินให้คนอื่นนั้น ได้ตั้งเป้าว่าเขาจะทำผลตอบแทนมากกว่าดัชนีตลาดหุ้นถึงปีละ 10% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมาก อย่างไรก็ตาม สถิติหลายสิบปีที่ผ่านมานั้นได้พิสูจน์ว่าเขาทำได้ เขาได้ผลตอบแทนทบต้นเฉลี่ยประมาณ 20% ต่อปีเป็นเวลาถึง 50-60 ปี ซึ่งกลายเป็น “ตำนาน” ที่หาคนเทียบยาก แต่สำหรับนักลงทุนธรรมดาอย่างเราแล้ว ผมคิดว่าตั้งเป้าแค่ดีกว่าตลาดหุ้น 3-5% ต่อปีผมก็คิดว่าสุดยอดแล้ว แม้ว่า “เซียน” หลายคนจะบอกว่าเขาตั้งเป้าสูงกว่าตลาดปีละเป็น 10% และก็ทำได้มากกว่านั้นมาหลายปีแล้ว แต่นั่นคือเหตุการณ์ที่อาจจะไม่ต่อเนื่องยาวนานต่อไปก็ได้ เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ตลาดหุ้นไทยก็อาจจะอยู่ในสภาวะที่ “ไม่ปกติ” และเต็มไปด้วยแรงเก็งกำไรสูงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

    เป้าหมายเรื่องของ “เม็ดเงิน” หรือขนาดของพอร์ตเมื่อถึงวันเกษียณหรือตอนตายก็เป็นอีกเป้าหมายหนึ่งที่สำคัญ เราต้องการมีเงินเท่าไร? สำหรับคนที่ไม่มี “เงินต้นทุน” และต้องอาศัยการออมเงินจากรายได้จากการทำงานประจำหรืองานที่ต้องใช้แรงงานตนเองจะต้องคิดคำนวณหรือคาดการณ์ไว้ตั้งแต่เริ่มต้น ในปัจจุบันนี้มีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่คิดให้เราได้อย่างง่ายดาย เพียงแต่เราจะต้องใส่ข้อมูลที่เป็นไปได้และสมเหตุสมผลเช่นเรื่องของจำนวนเงินต้นที่เราจะลงทุนและทยอยลงทุนเข้าไปเรื่อย ๆ ผลตอบแทนแบบทบต้นต่อปีที่เราจะทำได้ และระยะเวลาที่เราจะลงทุนจนถึงวันเกษียณหรือ “วันตาย” ที่เราคาดไว้ ข้อเตือนใจของผมสำหรับเป้าหมายนี้ก็คือ เราต้องพยายาม “อนุรักษ์นิยม” เข้าไว้ เพราะการตั้งเป้าผิดไปนิดเดียว เช่น เราตั้งผลตอบแทนทบต้นจาก 10% เป็น 12% ต่อปี ด้วย “พลังของการทบต้น” เป็นเวลาหลายสิบปี จะทำให้เม็ดเงินสุดท้ายนั้นต่างกันหลายเท่า

...

    เมื่อได้กำหนดเป้าหมายแล้ว สิ่งสำคัญต่อมาก็คือการกำหนดกลยุทธ์ในการลงทุนที่จะบรรลุเป้าหมายนั้น เริ่มจากการที่จะต้องประเมินตัวเองว่าเป็นอย่างไร เริ่มต้นที่ความสามารถและศักยภาพในการทำงานหรือทำเงินของตนเองว่าเป็นอย่างไรและจะต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อที่จะทำให้สามารถเก็บออมเงินที่จะใช้ในการลงทุน บางคนโชคดีที่อาจจะมี “ต้นทุนเดิมจากครอบครัว” บางคนอาจจะเกิดมามีสมองดีและจบการศึกษาที่สามารถทำเงินได้มาก ซึ่งก็ทำให้มีโอกาสจะประสบความสำเร็จหรือบรรลุ

    วัตถุประสงค์หรือเป้าหมายได้ง่ายกว่าคนที่ด้อยกว่า อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ที่เหมาะสมและวินัยของการปฏิบัติตามแผนก็เป็นสิ่งสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน

    สำหรับคนที่เลือกหุ้นลงทุนเอง ผมคิดว่าการลงทุนระยะยาวแนว Value Investment ที่อิงอยู่กับราคาหุ้นที่ถูกหรือไม่ก็แนว วอเร็น บัฟเฟตต์ ที่เน้นหุ้นซุปเปอร์สต็อกในราคายุติธรรม น่าจะเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมกว่าหุ้นที่เน้นการเติบโตแต่ราคาหุ้นแพง ส่วนการลงทุนหรือเล่นหุ้นแนว “เก็งกำไร” ไม่ว่าจะในรูปแบบไหนนั้น ในระยะยาวแล้วคงไม่สามารถพาเราไปสู่เป้าหมายที่ต้องการได้ เหตุผลอย่างหนึ่งก็คือการที่ต้องจ่ายค่าคอมมิสชั่นสูงมากและส่วนต่างราคาเสนอซื้อและเสนอขายที่สูงในทุกครั้งที่มีการซื้อหรือขาย

    สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว ผมคิดว่าการที่จะเลือกหุ้นเองนั้นเป็นสิ่งที่อาจจะไม่เหมาะสมเนื่องจากความสามารถหรือเวลาที่จะใช้ในการวิเคราะห์ติดตามอาจจะไม่พอ ดังนั้น การลงทุนในกองทุนรวมอิงดัชนีที่มีต้นทุนในการบริหารต่ำน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีอย่างหนึ่ง จำไว้เสมอว่า ในตลาดที่พัฒนาแล้วและ/หรือในตลาดที่อยู่ในภาวะ “ปกติ” สถิติมันบอกว่ากองทุนอิงดัชนีต้นทุนต่ำคือ “เซียน” ที่สร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่านักลงทุนอื่นจำนวนมาก

    สุดท้ายที่ผมคิดว่าน่าจะมีความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ก็คือ เราต้องการอยู่ในตลาดที่ให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยสูง เพราะนั่นคือจุดที่เราจะหาหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงง่ายกว่าตลาดที่ย่ำแย่—ในระยะยาว ดังนั้น การเลือกว่าเราจะลงทุนที่ไหนก็มีความสำคัญโดยเฉพาะในโลกปัจจุบันที่เราสามารถเลือกที่จะลงทุนในประเทศต่าง ๆ ได้ทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าอย่างไรเราก็คงจะต้องลงทุนในตลาดหุ้นไทยด้วย เพราะนี่คือตลาดที่เราเข้าใจมากที่สุดและเงินที่เราจะใช้เป็นหลักก็เป็นเงินไทยด้วย

( บทความนี้ เมื่อเมษา 2017 )

Pages: [1] 2 3 ... 5